วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2568

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 674/2519 เมื่อโจทก์จำเลยได้ประนีประนอมยอมความกันและศาลพิพากษาตามยอมไปแล้ว ถ้าจำเลยขัดขวางไม่ยอมปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ก็ชอบที่จะขอให้ศาลบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมในคดีเดิม จะนำคดีเรื่องเดียวกันที่ศาลชี้ขาดแล้วมาฟ้องขอให้ศาลบังคับเป็นอีกคดีหนึ่งโดยอ้างเหตุว่าจำเลยขัดขวาง ไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาในคดีเดิม ซึ่งยังมีผลบังคับได้อยู่ ย่อมไม่เป็นการถูกต้อง ส่วนการที่โจทก์จำเลยได้ทำสัญญากันเองนอกเหนือจากสัญญาประนีประนอมยอมความอีกนั้น เมื่อโจทก์มาฟ้องเป็นคดีใหม่ อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและผิดข้อตกลงตามสัญญาที่ทำกันเอง เรื่องผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่อย่างไร เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันในคดีเดิม ศาลย่อมวินิจฉัยให้ในคดีหลังเฉพาะในข้อที่ว่าจำเลยผิดสัญญาที่ทำกันเองหรือไม่ และจะบังคับตามคำขอของโจทก์ได้หรือไม่เท่านั้น ทนายโทนี่ ทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์

 


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 674/2519 เมื่อโจทก์จำเลยได้ประนีประนอมยอมความกันและศาลพิพากษาตามยอมไปแล้ว ถ้าจำเลยขัดขวางไม่ยอมปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ก็ชอบที่จะขอให้ศาลบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมในคดีเดิม จะนำคดีเรื่องเดียวกันที่ศาลชี้ขาดแล้วมาฟ้องขอให้ศาลบังคับเป็นอีกคดีหนึ่งโดยอ้างเหตุว่าจำเลยขัดขวาง ไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาในคดีเดิม ซึ่งยังมีผลบังคับได้อยู่ ย่อมไม่เป็นการถูกต้อง ส่วนการที่โจทก์จำเลยได้ทำสัญญากันเองนอกเหนือจากสัญญาประนีประนอมยอมความอีกนั้น เมื่อโจทก์มาฟ้องเป็นคดีใหม่ อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและผิดข้อตกลงตามสัญญาที่ทำกันเอง เรื่องผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่อย่างไร เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันในคดีเดิม ศาลย่อมวินิจฉัยให้ในคดีหลังเฉพาะในข้อที่ว่าจำเลยผิดสัญญาที่ทำกันเองหรือไม่ และจะบังคับตามคำขอของโจทก์ได้หรือไม่เท่านั้น ทนายโทนี่ ทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์

วันพุธที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568

ซื้อขายที่ดินมีจำนวนน้อยกว่าที่ระบุในโฉนด คำพิพากษาฎีกาที่ 3202/2562 "จำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ทั้งที่รู้แล้วว่าที่ดินอาจมีจำนวนน้อยกว่าที่ระบุในโฉนด ซึ่งเป็นข้อสาระสำคัญสำหรับผู้ที่จะเข้าทำนิติกรรมใดๆเกี่ยวกับที่ดิน แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยมิได้แจ้งเรื่องจำนวนเนื้อที่ของที่ดินลดลงให้โจทก์ทราบก่อนเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายมิใช่เป็นการใช้สิทธิแห่งตนโดยสุจริตตามป.พ.พ. มาตรา 5 จำเลยทั้งสองย่อมไม่อาจถือเอาประโยชน์จากสัญญาขายที่ดินในลักษณะเหมาเพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบต่อโจทก์สำหรับจำนวนที่ดินที่ขาดหายไปซึ่งตนทราบอยู่ก่อนแล้วหาได้ไม่กรณีต้องปรับบทกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 466 เมื่อจำนวนที่ดินขาดเกินกว่าร้อยละ 5 โจทก์(ผู้ซื้อ) มีสิทธิเลือกรับไว้และใช้ราคาตามส่วนได้ตามมาตรา 466 วรรคหนึ่ง ส่วนที่ดินอีกโฉนดหนึ่งขาดจำนวนไม่เกินร้อยละ 5 โจทก์(ผู้ซื้อ) มีหน้าที่รับไว้แล้วใช้ราคาตามส่วนตามมาตรา 466 วรรคสอง และเงินค่าที่ดินที่จำเลยทั้งสองรับไว้เกินกว่าสิทธิที่พึงได้รับเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสองคืนแก่โจทก์“ ทนายโทนี่ ทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์

 


ซื้อขายที่ดินมีจำนวนน้อยกว่าที่ระบุในโฉนด คำพิพากษาฎีกาที่ 3202/2562 "จำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ทั้งที่รู้แล้วว่าที่ดินอาจมีจำนวนน้อยกว่าที่ระบุในโฉนด ซึ่งเป็นข้อสาระสำคัญสำหรับผู้ที่จะเข้าทำนิติกรรมใดๆเกี่ยวกับที่ดิน แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยมิได้แจ้งเรื่องจำนวนเนื้อที่ของที่ดินลดลงให้โจทก์ทราบก่อนเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายมิใช่เป็นการใช้สิทธิแห่งตนโดยสุจริตตามป.พ.พ. มาตรา 5 จำเลยทั้งสองย่อมไม่อาจถือเอาประโยชน์จากสัญญาขายที่ดินในลักษณะเหมาเพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบต่อโจทก์สำหรับจำนวนที่ดินที่ขาดหายไปซึ่งตนทราบอยู่ก่อนแล้วหาได้ไม่กรณีต้องปรับบทกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 466 เมื่อจำนวนที่ดินขาดเกินกว่าร้อยละ 5 โจทก์(ผู้ซื้อ) มีสิทธิเลือกรับไว้และใช้ราคาตามส่วนได้ตามมาตรา 466 วรรคหนึ่ง ส่วนที่ดินอีกโฉนดหนึ่งขาดจำนวนไม่เกินร้อยละ 5 โจทก์(ผู้ซื้อ) มีหน้าที่รับไว้แล้วใช้ราคาตามส่วนตามมาตรา 466 วรรคสอง และเงินค่าที่ดินที่จำเลยทั้งสองรับไว้เกินกว่าสิทธิที่พึงได้รับเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสองคืนแก่โจทก์“ ทนายโทนี่ ทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์

วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2568

การทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ต้องขออนุญาตศาล คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 453/2567 ผู้ร้องขอขายที่ดินซึ่งผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้เยาว์ เพื่อการศึกษาแก่ผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุตร ผู้ร้องในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมมาร้องขออนุญาตทำนิติกรรมขายที่ดินต่อศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 ก็เพื่อให้ศาลกำกับดูแลให้เหมาะสมเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์หรือก่อความเสียหายแก่ผู้เยาว์น้อยที่สุด เมื่อได้ความว่าการขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งอนาคตของผู้เยาว์และได้รับราคาที่สูงกว่าราคาประเมิน จึงเป็นเหตุผลเพียงพอที่ศาลจะอนุญาตให้มีการขายได้โดยเร็วเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์ ที่ศาลชั้นต้นอ้างว่าการทำนิติกรรมขายไม่ได้รับความยินยอมจาก จ. มารดาผู้เยาว์ เป็นการวินิจฉัยขัดกับข้อเท็จจริงเนื่องจากที่ จ. ไม่ได้ดูแลผู้เยาว์และไม่อาจติดต่อได้ ส่วนที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษอ้างว่า ไม่มีเรื่องเร่งด่วนหรือเหตุฉุกเฉิน ก็ไม่ได้อยู่ในบริบทที่มาตรา 1574 กำหนดไว้ ส่วนที่อ้างว่ารอให้ผู้เยาว์ทั้งสองเจริญวัยจนบรรลุนิติภาวะตัดสินใจเอง ก็เป็นข้อวินิจฉัยที่ขัดต่อเจตนารมณ์ที่มาตรา 1574 ให้ศาลกำกับดูแลการทำนิติกรรม ไม่ใช่ปล่อยให้ช่วงเวลาที่ยังเป็นผู้เยาว์เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ทนายโทนี่ ทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์

 


การทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ต้องขออนุญาตศาล คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 453/2567 ผู้ร้องขอขายที่ดินซึ่งผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้เยาว์ เพื่อการศึกษาแก่ผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุตร ผู้ร้องในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมมาร้องขออนุญาตทำนิติกรรมขายที่ดินต่อศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 ก็เพื่อให้ศาลกำกับดูแลให้เหมาะสมเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์หรือก่อความเสียหายแก่ผู้เยาว์น้อยที่สุด เมื่อได้ความว่าการขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งอนาคตของผู้เยาว์และได้รับราคาที่สูงกว่าราคาประเมิน จึงเป็นเหตุผลเพียงพอที่ศาลจะอนุญาตให้มีการขายได้โดยเร็วเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์ ที่ศาลชั้นต้นอ้างว่าการทำนิติกรรมขายไม่ได้รับความยินยอมจาก จ. มารดาผู้เยาว์ เป็นการวินิจฉัยขัดกับข้อเท็จจริงเนื่องจากที่ จ. ไม่ได้ดูแลผู้เยาว์และไม่อาจติดต่อได้ ส่วนที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษอ้างว่า ไม่มีเรื่องเร่งด่วนหรือเหตุฉุกเฉิน ก็ไม่ได้อยู่ในบริบทที่มาตรา 1574 กำหนดไว้ ส่วนที่อ้างว่ารอให้ผู้เยาว์ทั้งสองเจริญวัยจนบรรลุนิติภาวะตัดสินใจเอง ก็เป็นข้อวินิจฉัยที่ขัดต่อเจตนารมณ์ที่มาตรา 1574 ให้ศาลกำกับดูแลการทำนิติกรรม ไม่ใช่ปล่อยให้ช่วงเวลาที่ยังเป็นผู้เยาว์เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ทนายโทนี่ ทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์

วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

สัญญาประนีประนอมยอมความ คือ สัญญาที่ทำขึ้นเพื่อระงับข้อพิพาท สัญญาเกิดขึ้นได้เพราะมีคน 2 ฝ่ายขึ้นไปร่วมทำสัญญากัน ไม่ว่าจะเป็นสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาจ้างแรงงาน สัญญาจ้างทำของ สัญญาจ้างรับเหมาก่อสร้างต่อเติมบ้าน สัญญาซื้อขาย สัญญาเช่า ฯลฯ สัญญาประนีประนอมยอมความ 2 ประเภท สัญญาประนีประนอมยอมความนอกศาล คือการยอมผ่อนผันให้กันและทำสัญญากันขึ้นนอกศาล ถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ทำตามสัญญาประนีประนอมยอมความกัน อีกฝ่ายก็ต้องไปฟ้องศาลตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นใหม่ สัญญาประนีประนอมยอมความในศาล คือการทำสัญญายอมหลังจากมีการฟ้องศาลไปแล้วและต่างฝ่ายต่างตกลงกันได้ ยอมลดราวาศอกให้อีกฝ่าย โดยมีการทำสัญญากันต่อหน้าศาล เมื่อทำสัญญาแล้วศาลจะพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้ เรียกว่า “พิพากษาตามยอม” ถ้าอีกฝ่ายไม่ทำตามสัญญาคู่ความก็สามารถบังคับคดีได้เลย ไม่ต้องไปฟ้องใหม่เพราะมีการฟ้องและศาลพิพากษาแล้ว ถ้าไปฟ้องอีกก็จะกลายเป็นฟ้องซ้ำ ทนายโทนี่ ทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์ www.drsuthichai.com

 


สัญญาประนีประนอมยอมความ คือ สัญญาที่ทำขึ้นเพื่อระงับข้อพิพาท สัญญาเกิดขึ้นได้เพราะมีคน 2 ฝ่ายขึ้นไปร่วมทำสัญญากัน ไม่ว่าจะเป็นสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาจ้างแรงงาน สัญญาจ้างทำของ  สัญญาจ้างรับเหมาก่อสร้างต่อเติมบ้าน สัญญาซื้อขาย สัญญาเช่า ฯลฯ สัญญาประนีประนอมยอมความ 2 ประเภท สัญญาประนีประนอมยอมความนอกศาล คือการยอมผ่อนผันให้กันและทำสัญญากันขึ้นนอกศาล  ถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ทำตามสัญญาประนีประนอมยอมความกัน อีกฝ่ายก็ต้องไปฟ้องศาลตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นใหม่ สัญญาประนีประนอมยอมความในศาล คือการทำสัญญายอมหลังจากมีการฟ้องศาลไปแล้วและต่างฝ่ายต่างตกลงกันได้ ยอมลดราวาศอกให้อีกฝ่าย โดยมีการทำสัญญากันต่อหน้าศาล เมื่อทำสัญญาแล้วศาลจะพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้ เรียกว่า “พิพากษาตามยอม” ถ้าอีกฝ่ายไม่ทำตามสัญญาคู่ความก็สามารถบังคับคดีได้เลย ไม่ต้องไปฟ้องใหม่เพราะมีการฟ้องและศาลพิพากษาแล้ว ถ้าไปฟ้องอีกก็จะกลายเป็นฟ้องซ้ำ ทนายโทนี่ ทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์ www.drsuthichai.com



จุดไฟให้ลุกในใจ เปลี่ยนวันที่แย่แย่ให้กลับมาสู้ใหม่ ในวันที่คนอื่นๆ หาเหตุผลร้อยแปดที่ต้องการ “ ยอมแพ้ ล้มเลิก ไม่ไปต่อ ” แต่ คุณจงเป็นคนที่หาเหตุผลในการ “ สู้ต่อ ไม่หยุด เดินไปข้างหน้า ” สุทธิชัย ปัญญโรจน์ อาจารย์โทนี่ www.drsuthichai.com

 


จุดไฟให้ลุกในใจ เปลี่ยนวันที่แย่แย่ให้กลับมาสู้ใหม่ ในวันที่คนอื่นๆ หาเหตุผลร้อยแปดที่ต้องการ “ ยอมแพ้ ล้มเลิก ไม่ไปต่อ ” แต่ คุณจงเป็นคนที่หาเหตุผลในการ “ สู้ต่อ ไม่หยุด เดินไปข้างหน้า ” สุทธิชัย ปัญญโรจน์ อาจารย์โทนี่ www.drsuthichai.com

การสมรสซ้อน ถาม นาย A มีคู่สมรสแล้ว แต่ได้หลอกนางสาว B ว่า โสดยังไม่ได้แต่งงานหรือจดทะเบยนสมรส นางสาวB หลงเชื่อว่า นายA เป็นโสดจริงๆ จึงยอมแต่งงานและจดทะเบียนสมรสด้วย ดั้งนั้น การสมรสจะตกเป็นโมฆะหรือไม่

 


การสมรสซ้อน
ถาม นาย A มีคู่สมรสแล้ว แต่ได้หลอกนางสาว B ว่า
โสดยังไม่ได้แต่งงานหรือจดทะเบยนสมรส นางสาวB
หลงเชื่อว่า นายA เป็นโสดจริงๆ จึงยอมแต่งงานและจดทะเบียนสมรสด้วย
ดั้งนั้น การสมรสจะตกเป็นโมฆะหรือไม่

ตอบ ตกเป็นโมฆะ แม้ว่านางสาว B จะกระทำด้วยความสุจริตหรือไม่รู้ก็ตาม
ชายหรือหญิง หากว่ามีคู่สมรสแล้ว แล้วทำการสมรสซ้อน
ไม่ว่าจะกระทำโดยสุจริตหรือไม่ ย่อมตกเป็นโมฆะ 
อ้างอิง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6924/2560 
ป.พ.พ.มาตรา 1452 บัญญัติถึงเงื่อนไขในการสมรสว่า ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้ 
ดังนั้น หากชายหรือหญิงทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ ไม่ว่าจะกระทำการโดยสุจริตหรือไม่ ย่อมตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น ตามป.พ.พ.มาตรา 1495
ทนายโทนี่
ทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com


วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

คําพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับกรณีที่ดินชายตลิ่งที่ถูกน้ำเซาะพัง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2744/2546 จำเลยปลูกบ้านในที่ดินพิพาทที่เช่าจากโจทก์ ต่อมาที่ดินพิพาทใต้อาคารบ้านที่จำเลยปลูกสร้างถูกน้ำกัดเซาะเป็นเหตุให้ตลิ่งพังทลายลงสู่แม่น้ำ ที่ดินพิพาทกลายสภาพเป็นที่ชายตลิ่งโดยที่จำเลยยังคงทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ตลอดมาซึ่งโจทก์ก็ยังคงสงวนสิทธิแห่งความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เป็นค่าเช่าที่ดินพิพาทอยู่ มิได้ปล่อยทิ้งให้เป็นที่ชายตลิ่งที่ประชาชนทั่วไปจะเข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ ดังนั้น ที่ดินพิพาทจึงมิใช่ที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2) เมื่อสัญญาเช่าที่ดินพิพาทสิ้นสุดลงและล่วงเลยเวลาที่โจทก์ผ่อนผันให้จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินพิพาทของโจทก์อีกต่อไป โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้ ทนายโทนี่ ทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์

 

คําพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับกรณีที่ดินชายตลิ่งที่ถูกน้ำเซาะพัง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2744/2546 จำเลยปลูกบ้านในที่ดินพิพาทที่เช่าจากโจทก์ ต่อมาที่ดินพิพาทใต้อาคารบ้านที่จำเลยปลูกสร้างถูกน้ำกัดเซาะเป็นเหตุให้ตลิ่งพังทลายลงสู่แม่น้ำ ที่ดินพิพาทกลายสภาพเป็นที่ชายตลิ่งโดยที่จำเลยยังคงทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ตลอดมาซึ่งโจทก์ก็ยังคงสงวนสิทธิแห่งความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เป็นค่าเช่าที่ดินพิพาทอยู่ มิได้ปล่อยทิ้งให้เป็นที่ชายตลิ่งที่ประชาชนทั่วไปจะเข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ ดังนั้น ที่ดินพิพาทจึงมิใช่ที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2) เมื่อสัญญาเช่าที่ดินพิพาทสิ้นสุดลงและล่วงเลยเวลาที่โจทก์ผ่อนผันให้จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินพิพาทของโจทก์อีกต่อไป โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้ ทนายโทนี่ ทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์