วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567
กฎหมายเกี่ยวกับผู้เยาว์
หมิ่นประมาททั่วไป
หมิ่นประมาททั่วไป
โดย...ทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์(อาจารย์โทนี่)
www.drsuthichai.com
ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 326
ระบุว่า “
ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม
โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือ ถูกเกลียดชัง
ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ”
ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 326
เราสามารถแยกองค์ประกอบของความผิดได้ดังนี้
1.ใส่ความ
2.ผู้อื่น
3.ต่อบุคคลที่สาม
4.โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้น(
เสียชื่อเสียง,ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง)
5.โดยเจตนา
ซึ่งจะขออธิบายในรายละเอียดแยกเป็นข้อๆ
ดังนี้
1.ใส่ความ
จากพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน โดย นายมานิต มานิตเจริญ
ได้ให้ความหมายของคำว่า “ ใส่ความ ” หมายถึง “
กล่าวหาเรื่องร้ายให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย” ซึ่งอาจจะกระทำโดยทางคำพูด
ทางการเขียน หรือ ทางการโฆษณา ก็ได้ (ทั้งนี้ อาจไม่ต้องได้รับโทษ ถ้าพิสูจน์ว่าเป็นเรื่องจริง
และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ตามมาตรา 330)
หมายเหตุ: มาตรา 330 “ ในกรณีหมิ่นประมาท
ถ้าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดพิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริง
ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์
ถ้าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว
และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน )
2.ผู้อื่น คำว่าผู้อื่นในที่นี้คือ
ผู้ที่เสียหายหรือผู้ที่ถูกใส่ความ จะเป็นบุคคล องค์กร หน่วยงาน นิติบุคคล กลุ่มคน
ก็ได้
3.ต่อบุคคลที่สาม ถ้าเป็นการด่ากันตรงๆ
ทำให้เสียหาย กันเพียง 2 คน
จะไม่เข้าความผิดฐานหมิ่นประมาท เพราะจะไปเข้าความผิดฐานดูหมิ่น ฉะนั้น
ถ้าจะเข้าความผิดฐานหมิ่นประมาท จะต้องกระทำผิดต่อหน้าบุคคลที่สาม
อีกทั้งบุคคลที่สาม ต้องเข้าใจข้อความที่ใส่ความด้วย
แต่ถ้าเป็นคนต่างประเทศที่ไม่รู้ภาษาไทย เด็กเล็กๆที่ยังไม่ค่อยรู้เรื่อง คนหูหนวก
ก็ไม่ถือว่าเป็นบุคคลที่สาม
4.โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้น(
เสียชื่อเสียง,ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง)
องค์ประกอบข้อนี้
เสียชื่อเสียง หมายถึง ทำให้สูญเสีย
ความน่าเชื่อถือ เสียคุณค่า ทำให้ขายหน้า ต่อบุคคลหรือประชาชนในสังคมที่อาศัยอยู่
ถูกดูหมิ่น หมายถึง ถูกเหยียดหยาม
ถูกสบประมาท ถูกดูแคลน ถูกทำให้เห็นว่าเป็นคนเลว
ถูกเกลียดชัง หมายถึง
ทำให้ผู้อื่นไม่ชอบจนขนาดไม่อยากพบเห็น
5.โดยเจตนา
ผู้กระทำผิดต้องทำ “ โดยเจตนา”
กล่าวคือ ต้องทำด้วยความตั้งใจ ความจงใจ หรือมีความมุ่งหมาย เพื่อให้คนอื่น
เสียงชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง หากว่า ได้ทำไปโดยขาดเจตนาแล้ว
ถือว่าไม่เป็นความผิด
ทั้งนี้
หากว่าต้องการทำความเข้าใจให้มากยิ่งขึ้น ขอให้ผู้อ่านลองเข้าไปดูแนวฏีกา
ที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นประมาททั่วไป ก็จะทำให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น
เขียนอย่างไรไม่ให้ละเมิด(ตามกฎหมาย)
ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน
ความผิดฐานหมิ่นประมาท
ดูหมิ่น
ค้ำประกัน
ค้ำประกัน
โดย...ทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์(อาจารย์โทนี่)
www.drsuthichai.com
อยากเป็นหนี้ให้เป็นนายหน้า อยากเป็นขี้ข้าให้เป็นนายประกัน หรือเนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกมาแขวนคอ
ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินสำนวนไทยโบราณ สองประโยคข้างต้นดังกล่าว และต้องยอมรับว่าสองประโยคข้างต้นมีความเป็นจริงอยู่มาก ในบทความฉบับนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของการค้ำประกันกัน มีคนเคยถามกระผมว่า ค้ำประกันคืออะไร การค้ำประกันคือ สัญญาซึ่งบุคคลภายนอก เรียกว่า “ ผู้ค้ำประกัน ” ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ยอมชำระหนี้
ฉนั้นการค้ำประกันตนเองเพื่อชำระหนี้ของตนเองไม่สามารถทำได้ ต้องให้บุคคลภายนอกค้ำประกัน เพราะ ลูกหนี้ย่อมค้ำประกันตนเองอยู่แล้ว คำว่าบุคคลภายนอกในที่นี้รวมไปถึง นิติบุคคล ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัท สมาคม มูลนิธิ (ซึ่งต้องดูวัตถุประสงค์ของการจดทะเบียนด้วยว่า มีอำนาจในการทำสัญญาค้ำประกันหรือไม่) ส่วนบุคคลธรรมดาที่สามารถค้ำประกันได้จะเป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย บุคคลวิกลจริต บุคคลเสมือนไร้ความสามารถ
ฉะนั้นเราจะเห็นนักกฏหมายส่วนใหญ่มักจะไม่ยอมค้ำประกันให้ใครง่ายๆ ถ้าหากจะให้ค้ำประกันใครขอค้ำประกันเป็นเงินสดยังจะดีกว่า เพราะหากท่านได้ทำสัญญาค้ำประกันให้กับใคร ท่านจะบอกเลิกไม่ได้ เพราะเจ้าหนี้เขาไว้ใจคนค้ำประกัน เขาถึงยอมให้เงินแก่ลูกหนี้ กฏหมายจึงไม่ยอมให้คนค้ำประกันบอกเลิกสัญญา หากกฏหมายยอมให้บอกเลิกสัญญาได้ความเสียหายก็จะตกแก่เจ้าหนี้นั้นเอง
ฏีกา 980/2513 หากเจ้าหนี้ฟ้องผู้ค้ำประกัน โดยไม่เรียกร้องจากลูกหนี้ก่อน ถือว่าเจ้าหนี้ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ไม่มีอำนาจฟ้องจากจำเลยผู้ค้ำประกันได้
ดังนั้น ผู้ค้ำประกันจึงถือว่าเป็นลูกหนี้ลำดับสองหรือชั้นสอง ถ้าหากเจ้าหนี้เรียกผู้ค้ำประกันชำระหนี้โดยไม่ได้ไปบังคับเอาหนี้กับลูกหนี้ลำดับหนึ่งหรือชั้นหนึ่งก่อน ผู้ค้ำประกันสามารถที่จะเกี่ยงให้เจ้าหนี้ไปบังคับกับลูกหนี้ก่อน แต่เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ หรือชำระหนี้ไม่ครบ ผู้ค้ำประกันจึงจะต้องชำระหนี้แทน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราต้องดูรายละเอียดของสัญญาค้ำประกันด้วย ถ้าหากในสัญญาค้ำประกันมีข้อความว่า ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดชดใช้เงินแทนลูกหนี้ในทันทีที่ได้รับการทวงถามโดยมิพักต้องเรียกร้องเอาจากลูกหนี้ก่อน ข้อสัญญาดังกล่าวมีผลทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกัน คนใดคนหนึ่งชำระจนสิ้นเชิงสัญญาดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงมีผลผูกพันคู่สัญญา ตามฏีกา3553/2533
สำหรับการระงับของสัญญาค้ำประกันสามารถระงับได้โดย เมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับ เมื่อผู้ค้ำประกันบอกเลิกการค้ำประกัน ทั้งนี้ต้องได้รับการยินยอมจากเจ้าหนี้ก่อน เมื่อระยะเวลาในการค้ำประกันสิ้นสุดลง และเมื่อเจ้าหนี้ไม่ยอมรับชำระหนี้จากผู้ค้ำประกัน
ถามว่าแล้วอย่างนี้ การเป็นผู้ค้ำประกันมีสิทธิจะหลุดหรือไม่เวลาถูกฟ้องร้อง บางคดีหลุดครับ แต่มีน้อยมาก หลุดเพราะ ประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 699 “ การค้ำประกันเพื่อกิจการเนื่องกันไปหลายคราวไม่มีจำกัดเวลาเป็นคุณแก่เจ้าหนี้นั้น ท่านว่าผู้ค้ำประกันอาจเลิกเสียเพื่อคราวในอนาคตได้ โดยบอกกล่าวความประสงค์ไปยังเจ้าหนี้ ในกรณีเช่นนี้ ท่านว่าผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดในกิจการที่ลูกหนี้กระทำลงภายหลังคำบอกกล่าวนั้นได้ไปถึงเจ้าหนี้ ”
กิจการต่อเนื่องหลายคราวที่ผู้ค้ำประกันสามารถบอกเลิกได้ เช่น สัญญาการค้ำประกันการทำงานของลูกจ้าง ที่ไม่มีกำหนดเวลา , สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี(OD) ที่กำหนดให้ลูกค้าเบิกเงินเป็นคราวๆ (ฏีกา 500/2507,1945/2537)
ดังนั้นหากท่านถูกฟ้องดำเนินคดีในฐานค้ำประกัน ท่านลองไปศึกษา มาตรา 699 ดูครับ อาจเป็นทางออกของท่านได้อีกทางหนึ่ง “ สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง ” ผู้ที่เป็นเจ้าหนี้ก็อาจพลาดและพลั้งได้เช่นกันครับ


.jpg)



