วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

Digital Marketing การตลาดออนไลน์

 

Digital Marketing การตลาดออนไลน์

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก

www.drsuthichai.com

ปัจจุบัน บทเรียนสอน Digital Marketing หรือ การตลาดออนไลน์ เป็นที่นิยมกันมาก และนักการตลาดที่ต้องการเป็นนักการตลาดมืออาชีพ ไม่ควรละเลยที่จะเรียนรู้ ซึ่งเครื่องมือที่จะทำการตลาด Digital Marketing และ การตลาดออนไลน์ ก็จะมีมากมายเช่น Google Analytics , เครื่องมือในการทำ SEO (SEO Tool),เครื่องมือสำหรับการสร้างโฆษณา (Advertising Technology และ  Affiliate Marketing) ,Facebook Business Manager, LINE Ads, WordPress, YouTube, Canva, Active Campaign, Hubspot, Facebook, Instagram, TikTok ฯลฯ

เราจะเห็นได้ว่า เครื่องมือต่างๆในการทำการตลาด Digital Marketing หรือ การตลาดออนไลน์ มีมากมาย นักการตลาดมืออาชีพ ต้องเรียนรู้และศึกษา ทำความเข้าใจเพื่อที่จะนำเอาไปใช้ประโยชน์ในงานด้านการตลาดของตนเอง

สำหรับบทความนี้ เราจะมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน  Digital Marketing หรือ การตลาดออนไลน์ อย่างง่ายๆ เริ่มจาก

Data Marketing คือ การทำการตลาดโดยการวิเคราะห์ ตีความจากข้อมูล หรือการอ้างอิง โดยนำข้อมูลมาต่อยอดหรือนำข้อมูลมาใช้ เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน อีกทั้งยังช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ กับลูกค้า และเพิ่มคุณค่าของแบรนด์ ดังนั้น ข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลจึงมีความสำคัญ ในการทำการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์

Data Marketing มีความสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้นักการตลาดเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้า จำนวนลูกค้า คาดเดา และสามารถวางแผนกลยุทธ์การตลาดเพื่อที่จะตอบโจทย์ลูกค้าได้ดีขึ้น ซึ่งนำไปสู่ยอดขาย รายได้ และการเจริญเติบโต นักการตลาดมืออาชีพเมื่อมีข้อมูลแล้ว ควรฝึกตั้งคำถาม เช่น 1.เราต้องการข้อมูลอะไรเพื่อนำเอาไปใช้งาน ? เช่น ข้อมูลพื้นฐาน เพศ อายุ รายได้ พฤติกรรมของลูกค้า ความสนใจ ความชอบของลูกค้า  2.เรามีข้อมูลอะไรบ้างในตอนนี้ ? จะทำให้เราไปหาข้อมูลไม่ซ้ำกับข้อมูลที่เรามีมาแล้ว เพื่อป้องกันการทำงานที่ซ้ำซาก3.เราต้องการข้อมูลอะไรเพิ่มเติม ? เพื่อกักการหลงลืมและเพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน ควรพิจารณาในการดูว่าข้อมูลส่วนไหนที่เราต้องการเพิ่มอีก 4.พิจารณาและวิเคราะห์ดูว่าข้อมูลส่วนไหนที่ขาดความน่าเชื่อถือก็ให้ตัดออกให้คงเหลือแต่ข้อมูลที่สำคัญจริงๆเพื่อนำเอามาวิเคราะห์ ซึ่งต้องอาศัยการวิเคราะห์เป็นระบบหรือการคิดอย่างเป็นระบบ ดังนั้น นักการตลาดมืออาชีพ ควรต้องฝึกฝนทักษะด้านการวิเคราะห์และการหาข้อมูล หรือData เพื่อนำเอามาใช้

ทักษะสำคัญที่ Data-Driven Marketer ควรมี เช่น

1.การคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) นักการตลาดมืออาชีพจะมองแค่ส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ หรือ จะเอาข้อมูลเพียงแค่ส่วนเดียวมาใช้ก็ไม่ได้ นักการตลาดอาชีพ ควร มีความคิดเชิงระบบ  ควรฝึกคิดแบบองค์รวม และมีความเชื่อมโยงกันระหว่างองค์ประกอบ ย่อยอย่างสมเหตุสมผล

2.การคิดเชิงสร้างสรรค์เป็นกระบวนการจินตนาการ ที่นักการตลาดควรมี เพื่อทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ หรือนำเสนอสิ่งใหม่ๆเข้าสู่ตลาด เพื่อความเป็นผู้นำและความได้เปรียบในการแข่งขัน

3.การคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) นักการตลาดต้องหาวิธีการหรือทางเลือกที่ดีที่สุด และทำให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการหรือเป้าหมายที่วางเอาไว้

4.การคิดเชิงออกแบบ หรือ Design Thinking  คือ นักการตลาดต้องมีกระบวนการทำความเข้าใจปัญหาของลูกค้าหรือผู้บริการหรือผู้บริโภค โดยการนำเสนอสินค้าหรือผลิตภัณฑ์หรือบริการ เพื่อนำเอาไปแก้ไขหรือแก้ปัญหาให้กับลูกค้า

5.การคิดเชิงวิเคราะห์ คือ นักการตลาดต้องใช้ความคิดในการจำแนกและการแจกแจงองค์ประกอบต่างๆ ของข้อมูลหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อหาความสัมพันธ์ในเชิงเหตุและผล ระหว่างองค์ประกอบและปัจจัยต่างๆ เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของสิ่งที่เกิดขึ้น

6. การคิดเชิงตรรกะ (Logical Thinking)  นักการตลาดต้องให้ความสำคัญกับเหตุผลที่แท้จริง การคิดเชิงตรรกะจึงเป็นความคิดแบบ “การตัดสินใจแบบมีเหตุผลรองรับ”

7.การคิดเชิงประยุกต์ คือ นักการตลาดต้องนำบางสิ่งมาประยุกต์ใช้หรือทำประโยชน์โดยการปรับใช้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งอาจต้องอาศัย แนวความคิด ทฤษฎี หลักการและประสบการณ์ของตนเอง

8.การคิดเชิงมโนทัศน์ (conceptual thinking) คือ นักการตลาดต้องมีกระบวนการในการใช้ความสามารถของสมอง (สติปัญญา) เพื่อจัดการจำแนก จัดหมวดหมู่ และเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดอย่างเป็นระบบ เป็นความที่รวบยอด

9.การคิดเชิงเปรียบเทียบคือนักการตลาดต้องมีกระบวนการในการคิดแบบเปรียบเทียบ ของสองสิ่งหรือหลายสิ่ง ว่ามีความต่างกันอย่างไร เช่น ข้อดี ข้อเสีย ข้อเด่น ข้อด้อย ฯลฯ(ลักษณะที่แตกต่างกันของสิ่งสองสิ่งหรือหลายสิ่งว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร)

10.การคิดเชิงอนาคต คือนักการตลาดต้องมีความสามารถในการคาดเดา แนวโน้ม พยากรณ์สิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยอาศัย ข้อมูล หลักการ เหตุผล ข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความแม่นยำมากที่สุด

11.การคิดเชิงบูรณาการ คือ นักการตลาดต้องมีการมองการตลาดแบบองค์ประกอบรวมหรือควบถ้วน โดยมองแกนกลางหรือปัญหาที่แท้จริงก่อนจากนั้นให้หาปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

12.การคิดเชิงสังเคราะห์ คือ นักการตลาดต้องมีการคิดที่นำองค์ประกอบของสิ่งของ หรือ แนวคิดหรือหลักวิชาการที่แตกต่าง หลากหลาย หรือมีอยู่อย่างกระจัดกระจายมารวม เพื่อประมวลแล้วคิดสังเคราะห์ออกมา

สรุป การคิดมีความสำคัญเป็นอย่างมากของนักการตลาด เพราะการคิดช่วยให้นักการตลาดมองเห็นภาพรวม มองเห็นปัญหา มองเห็นสิ่งต่างๆ เพื่อที่จะนำเอามาใช้ในงานของตนเอง ซึ่งความคิดมีหลากหลาย นักการตลาดตลาดที่ดี ไม่ควรมีความคิดเพียงด้านใดด้านหรือหรือเชิงใดเชิงหนึ่ง แต่ความมีความคิดที่หลากหลาย จะทำให้เกิดความสำเร็จมากกว่า นักการตลาดที่มีความคิดเพียงด้านเดียวหรือเพียงแค่เชิงเดียว   



วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2565

โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ พะเยา

 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ บรรยายให้แก่ นักเรียน โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ พะเยา เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 หัวข้อ เสริมสร้าง คุณธรรม จริยธรรม คนดีของสมเด็จย่า คือ ผู้มีความกตัญญู ณ โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ พะเยา























วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

Mindset สำหรับนักการตลาด โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

 



Mindset สำหรับนักการตลาด

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

www.drsuthichai.com

                        Mindset หรือ กรอบความคิด มีความสำคัญมากต่อการเป็นนักการตลาดหรือการเป็นนักธุรกิจในยุคปัจจุบัน เพราะ Mindset หรือ กรอบความคิด เป็นความเชื่อ เป็นทัศนคติ ที่เกิดจากประสบการณ์ต่างๆ ที่นักการตลาดหรือนักธุรกิจได้ประสบมาแล้วกลายเป็นความเชื่อ ความคิด และทัศนคติ

                        ซึ่ง Mindset หรือ กรอบความคิด แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

                        1.Growth Mindset ทางด้านการตลาด (กรอบความคิดแบบเจริญเติบโต ก้าวหน้า) โดยนักการตลาดที่มี Mindset ประเภทนี้จะเชื่อมั่นในตนเอง มีความฉลาดและความสามารถที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆที่ทันสมัย  ชอบความท้าทาย มองสิ่งต่างๆว่าเป็นโอกาสในการเรียนรู้ และพัฒนา มากกว่าการมองว่าเป็นอุปสรรค

                        2.Fixed Mindset ทางด้านการตลาด (กรอบความคิดแบบยึดติดหรืออนุรักษ์นิยม) โดยนักการตลาดที่มี Mindset แบบนี้จะมีความเชื่อว่า ตนเอง ไม่ชอบพัฒนา ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ไม่ชอบงานที่ท้าทาย เลี่ยงงานที่ท้าทาย หรือเมื่อมีปัญหา ยากๆ ก็จะกลัว ไม่ชอบสิ่งใหม่ๆ

                             แล้วท่านละเป็นนักการตลาดแบบไหน หรือเป็นนักธุรกิจประเภทไหน 1.Growth Mindset หรือ 2.Fixed Mindset ถ้าท่านเป็นประเภทที่ 1.Growth Mindset ก็ขอแสดงความยินดีด้วย เพราะในโลกธุรกิจยุคปัจจุบันและโลกธุรกิจในอนาคต นักการตลาดประเภท 1.Growth Mindset จะประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจและในทางแข่งขันมากกว่า 2.Fixed Mindset

                             สำหรับหลักการพัฒนา Growth Mindset ของนักการตลาดหรือนักธุรกิจ มีดังนี้

              1.จงคิดบวก จงพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเองว่าตนเองทำได้ เพื่อทำให้เกิดทัศนคติที่ดีในการทำงาน ตรงกันข้ามหากว่าเรามีทัศนคติในทางลบหรือคิดลบ ก็จะทำให้เราไม่มีพลังใจในการสร้างสรรค์การทำงาน แล้วหลายคนอาจตั้งคำถามว่าแล้วเราจะทำอย่างไรให้เกิดการพัฒนา Mindset ที่ดี คำตอบก็คือ จงพัฒนา Mindset ในทุกๆ วันนั้นเอง

              2.ระยะทางหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นจากก้าวแรก  ต้องทำสิ่งเล็กๆ ก่อนแล้วค่อยเติบโตขึ้นเป็นลำดับ บริษัทใหญ่ๆ ก็เช่นกัน ก็เติบโตมาจากบริษัทเล็กๆ ดังนั้น นักการตลาด นักธุรกิจ ต้องใจเย็นในการที่จะรอคอยความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

              3.จงสร้างทีมงาน ไม่มีใครทำงานที่ยิ่งใหญ่ได้ด้วยตนเอง ทั้งนี้ต้องมีผู้อื่นคอยช่วยเหลือ ยิ่งต้องการขยายธุรกิจให้มีความยิ่งใหญ่ หรือ ต้องการให้องค์กรเติบโตขึ้น ยิ่งต้องใช้คนเป็นจำนวนที่มากขึ้น ดังนั้น เราต้องมีการพัฒนา Mindset ของทีมงานด้วย

              4.จงสร้างเครือข่ายร่วมกันในการทำงาน เมื่อบริษัทหรือองค์กรเติบโตขึ้น นอกจากเรื่องทีมงานของเราแล้ว เรายังต้องพึ่งพาองค์กรอื่นหรือบริษัทอื่นค่อยช่วยด้วย ซึ่งการทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกันจะทำให้ได้รวดเร็วขึ้น สะดวกขึ้น

            5.คิดถึง พูดถึงเป้าหมายบ่อยๆ การตั้งเป้าหมายเป็นสิ่งต้องมีในการทำธุรกิจหรือทางด้านการตลาด เพราะการตั้งเป้าหมายจะทำให้เราเกิดทิศทางในการทำงาน การคิดถึง การพูดถึงเป้าหมายบ่อยๆ จะทำให้เราเกิดการจดจ่อ ที่เป้าหมายในการทำงาน ซึ่งเป็นการตอกย้ำ ทำให้เราเกิดความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อ ในการทำงาน

            ตัวอย่างของนักธุรกิจ นักการตลาดที่มี Mindset ที่ประสบความสำเร็จ เช่น

              โดนัลด์ ทรัมป์ หรือดีที. อภิมหาเศรษฐีวัย 69 ปี ผู้ประกาศตนชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เขาอยู่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ เขาใช้ชีวิตที่คุ้มค่ามากมีอยู่หลายครั้งที่ธุรกิจของเขา ประสบปัญหาถึงขั้นล้มละลาย แต่เขาก็สามารถพลิกฟื้นธุรกิจของเขาขึ้นมาใหม่ได้ มีคนวิเคราะห์ว่า ทำไมเขาจึงประสบความสำเร็จ อย่างยิ่งใหญ่ ความจริงมีหลายเหตุผล แต่มีเหตุผลหนึ่งที่สำคัญก็คือ เขาเป็นคนมี Mindset แบบอภิมหาเศรษฐีนั่นเอง

              หรือบุคคลเหล่านี้ก็เช่นกัน มี Mindset ที่ประสบความสำเร็จ เช่น สตีฟ จอบส์และบิล เกตส์ ไม่ได้เรียนจบมหาวิทยาลัย แต่ลาออกในขณะที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ เพราะทั้งคู่รู้ว่าตนเองชอบอะไร , ไทเกอร์ วูดส์ รู้ว่าตนชอบเล่นกีฬาประเภทกอล์ฟ มาตั้งแต่อายุ 2 ขวบ อีกทั้งหยุดการเรียนมหาวิทยาลัยขณะเรียนปีที่ 2 เพื่อออกไปเล่นกอล์ฟเป็นอาชีพ ,  มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง Facebook ร่วมกับเพื่อนพัฒนา Faecbook ตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด หลังจากนั้นก็หยุดการเรียนแล้วเป็นผู้บริหารของFaecbook อย่างเต็มตัว

              ผู้พันแซนเดอร์ส แห่ง ไก่ทอด KFC ค้นหาตัวตนเจอตอนอายุ 65 ปี หลังจากทำงานมากมายหลากหลายอาชีพ เช่น ทำงานในฟาร์ม คนขับรถบรรทุก พนักงานขายประกัน  พนักงานดับเพลิง ทหาร แต่ทักษะด้านการทำอาหารเป็นสิ่งที่เขาทำอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เขาจึงตัดสินใจทำสูตรไก่ทอดที่อร่อยที่สุดในโลกเมื่อตอนอายุ 65 ปี

              วอลท์ ดิสนีย์ เขาต้องการให้ผู้คนเกิดความสุข โดยเฉพาะเด็กๆ ด้วยหัวใจของการเป็นผู้ให้ เขาจึงสร้างสวนสนุกดิสนีย์ขึ้น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เนื่องจากเขาต้องขอกู้หรือขอการสนับสนุนทางด้านการเงิน จากสถาบันต่างๆ ซึ่งเขาก็ถูกปฏิเสธถึง 302 ครั้ง แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ จนความฝันของเขาเป็นความจริงขึ้นมาได้ ก็เนื่องจากจิตใจที่เป็นผู้ให้โดยต้องการมอบความสุขให้แก่เด็กๆทั่วโลก

              ในอดีต “ ใครๆ ก็บอกว่านกเท่านั้นที่บินได้ ” แต่ด้วยฝีมือของ 2 พี่น้องตระกูลไรค์เครื่องบินลําแรกจึงถูกสร้างขึ้น

ในอดีต “ ใครๆ ก็บอกว่า มนุษย์ไม่สามารถวิ่งได้ระยะทาง 1 ไมล์น้อยกว่า 4 นาที ” และแล้วโรเจอร์แบนนิสเตอร์ก็เป็นมนุษย์คนแรกที่วิ่งได้ในเวลาต่อมาก็มีคนอีก 10 คน 100 คน 1,000 คน 10,000 คน 100,000 คนวิ่งได้

              ดั้งนั้น ท่านก็สามารถพัฒนา Mindset ให้ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับบุคคลที่ประสบความสำเร็จข้างต้นที่กระผมได้กล่าวถึง จงเชื่อมั่นว่าตนเอง สามารถประสบความสำเร็จได้ จงเชื่อมั่นว่าเราสามารถเป็นนักการตลาดหรือเป็นนักธุรกิจที่ดี ที่เก่ง ได้เพราะคนเราทุกคนสามารถพัฒนาได้ เรียนรู้ได้ และการฝึกฝนได้นั่นเอง  

               

                            

วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2565

บทความ การแข่งขันทางการตลาดกับร้านกาแฟแบรนด์ใหญ่

 

การแข่งขันทางการตลาดกับร้านกาแฟแบรนด์ใหญ่

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

www.drsuthichai.com

              ผมได้มีโอกาสได้บรรยายหัวข้อ เกี่ยวกับการตลาดหลายแห่ง เคยมีคำถามจากผู้มาอบรมว่า เราจะสามารถรับมือกับแบรนด์ใหญ่ๆได้อย่างไร อย่างล่าสุด มีผู้ประกอบร้านกาแฟ ถามผมว่า “ เราจะรับมือกับ ร้านกาแฟ Amazon และ ร้านกาแฟ พันธุ์ไทย ได้อย่างไร ” เพราะตอนนี้มีร้านกาแฟเกิดขึ้นใหม่ทุกวัน แล้ว ร้านกาแฟที่มีทุนหนา มีสาขามากมายทั่วประเทศ ก็ลงมาเปิดแข่ง เราจะทำอย่างไรดี

              เราต้องยอมรับว่า สถานการณ์ ธุรกิจร้านกาแฟในปัจจุบันยังโตได้อีก ยิ่งคนดื่มกาแฟมากขึ้น  ร้านกาแฟก็ยิ่งขยายสาขา ยิ่งทำให้ตลาดร้านกาแฟก็ยิ่งโต  ดังจะเห็นได้จาก คาเฟ่ อเมซอน จากปัจจุบันปี 2564 มีอยู่มากกว่า 3,400 สาขาทั้งในไทยและต่างประเทศ และอีกไม่กี่ปีก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นไปเรื่อยๆ โดยคาดว่า ปี 2568 จะมีคาเฟ่ อเมซอนถึง 5,800 สาขา จึงไม่แปลกใจเลยว่าในปัจจุบันจะมีแบรนด์กาแฟใหญ่ๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย เช่น ร้านกาแฟอย่างอินทนิลของกลุ่มบางจาก,ร้านกาแฟของกลุ่มซีพีที่มีทั้งทรู คอฟฟี่, กาแฟมวลชน, จังเกิล คาเฟ่, ออลคาเฟ่, อราบิเทีย และเบลลินี เบค แอนด์ บริว บาย ซีพีออลล์ เป็นต้น

              ในบทความกระผมมีกลยุทธ์ทางการตลาดมาแนะนำครับ เราสามารถเอาชนะทางด้านการตลาดกับร้านกาแฟขนาดใหญ่ได้ดังต่อไปนี้

              1.จงสร้างความแตกต่าง ซึ่งธุรกิจร้านกาแฟขนาดเล็กสามารถทำได้ง่ายกว่า แบรนด์ใหญ่ เพราะแบรนด์ขนาดใหญ่ ต้องมีกฎระเบียบ การจัดร้านกาแฟ สูตรกาแฟ แบบชุดแต่งกายของพนักงานที่เหมือนกันทุกสาขา เพื่อความเป็นมาตรฐานในเรื่องของการบริการ ซึ่งธุรกิจร้านกาแฟขนาดเล็ก เราไม่ได้ติดกฎระเบียบตรงนี้  เราจึงสามารถสร้างความแตกต่างได้โดยไม่ต้องไปขอใคร เนื่องจากเราเป็นเจ้าของแบรนด์ เช่น การสร้างความแตกต่างทางด้านรสชาติของกาแฟ การสร้างความแตกต่างทางด้านบริการ (การแต่งชุดแปลกๆใหม่ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามกระแส) การสร้างความแตกต่างในเรื่องของการจัดร้านกาแฟ การสร้างความแตกต่างในเรื่องโปรโมชั่น เป็นต้น

              2. สร้างความจงรักภักดี ความสัมพันธ์กับลูกค้ามีความสำคัญ ถ้าลูกค้า รักเรา ชอบเรา ประทับใจในร้านกาแฟของเรา ลูกค้าก็อยากจะมาซ้ำ อยากซื้อซ้ำ ยกตัวอย่าง นักการเมือง ไม่ว่าระดับท้องถิ่น ไม่ว่าระดับประเทศ เช่น สส. สว. , นายกเทศบาล ต่างๆยังต้องลงพื้นที่ไปสร้างความสัมพันธ์กับประชาชนผู้เลือก เพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งในครั้งต่อไป ไม่ว่าไป งานศพ   งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ งานบวช งานเลี้ยงวันเกิด งานทำบุญ ฯลฯ แล้ว ร้านกาแฟของเราละ เราทำไมไม่สร้างความสัมพันธ์แบบนักการเมืองบ้าง เพราะให้ลูกค้าได้เข้ามาใช้บริการซ้ำและซื้ออย่างต่อเนื่อง

3.ความรวดเร็ว มีความสำคัญในเรื่องของงานบริการ หากว่าร้านกาแฟ ร้านใด ลูกค้าสั่งแล้ว กว่าจะทำเสร็จช้ามากๆ ลูกค้ามักจะไม่พอใจ แต่ถ้าร้านกาแฟร้านใด ทำกาแฟออกมาได้อย่างรวดเร็ว ก็จะทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจมากกว่า เพราะลูกค้าไม่ต้องรอนาน และมีลูกค้าจำนวนมาก ที่ไม่ได้มานั่งทาน แต่จะสั่งไปกินที่บ้าน กินที่ทำงาน หรือกำลังเดินทางอยู่ในรถก็อยากจะกินกาแฟ ถ้าเราทำกาแฟออกมาช้า ลูกค้าก็มักจะไม่พอใจในงานบริการของเรา ดังนั้น จงหาวิธีหรือหากระบวนการทำงานให้ชงกาแฟออกมาได้อย่างรวดเร็ว

4.การตลาดออนไลน์ (online marketing) ยุคนี้ หากต้องการเพิ่มยอดขาย เราจำเป็นต้องพึ่งการตลาดออนไลน์ หากเราทำไม่ได้เอง เราต้องพึ่งเครือข่ายที่เขาทำเป็นอาชีพ ซึ่งอาจจะทำให้กำไรของเราลดน้อยลง(แบ่งเปอร์เซ็นต์หรือแบ่งกำไรให้) แต่ก็สามารถทำให้เพิ่มยอดขายได้มากขึ้นเช่นกัน Grab food , LINE MAN , foodpanda เป็นต้น

5.รู้จักใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนซื้อเครื่องทำกาแฟ ซึ่งจะทำให้รสชาติ ในแต่ละแก้วมีความเหมือนกัน ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะถ้าหากชงเอง ไม่ใช้เครื่องชงกาแฟที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยก็จะทำให้เกิดการเสียเปรียบในเรื่องของการแข่งขันกับคู่แข่ง อาจจะทำให้ชงกาแฟได้ช้าลง รสชาติไม่คงที่ , เครื่องคิดเงินก็สำคัญ หากเป็นร้านเล็กๆ ไม่ยอมลงทุนในการวางระบบ ก็อาจจะผิดพลาดในการคิดเงิน ไม่ว่าทั้งขนม กาแฟ ซึ่งเครื่องคิดเงินก็จะเป็นข้อมูลให้เรารู้ด้วยว่า ขายกาแฟได้กี่แก้ว ต่อวัน ต่อสัปดาห์ ต่อเดือน แต่ถ้าใช้วิธีการจดบันทึกด้วยสมุด ก็จะทำให้เสียเวลา

6.จงขยายสาขา เมื่อ พร้อม เช่น การสร้างแฟรนไชส์ , การลงทุนขยายสาขาเพิ่ม หากต้องการสร้างรายได้ให้มากขึ้นในธุรกิจกาแฟ เราจำเป็นจะต้องมีสาขาเพิ่ม ดังเราจะเห็นได้จาก ธุรกิจกาแฟแบรนด์ใหญ่ๆ มักจะมีสาขาอยู่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ Amazon หรือ ร้านกาแฟ พันธุ์ไทย การมีสาขาเพิ่มก็จะทำให้เรามีโอกาสขายได้เพิ่มมากขึ้น ยิ่งขายเพิ่มได้มากขึ้นก็จะยิ่งทำให้เราได้กำไร เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

7.จงสร้างแบรนด์ของตนเองให้มีความแข็งแกร่ง ในเมื่อต้องแข่งขันทางการตลาดกับร้านกาแฟแบรนด์ขนาดใหญ่ ซึ่งร้านกาแฟขนาดใหญ่ เขาสามารถสร้างแบรนด์ให้ยิ่งใหญ่ได้ เราก็ต้องสร้างได้ เพราะแบรนด์ขนาดใหญ่เกิดจากแบรนด์ขนาดเล็ก แล้วค่อยๆเติบโตขึ้นอย่างช้าๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ Amazon และ ร้านกาแฟ พันธุ์ไทย กว่าจะเติบโตได้ขนาดนี้ ก็ต้องมีการเริ่มต้น ผ่านการลองผิดลองถูกมาเยอะ โดยเริ่มต้นจากแบรนด์เล็กๆที่คนไม่รู้จักมาก่อนแล้วค่อยเติบโตขึ้นเป็นลำดับ ดังนั้น ร้านกาแฟของเราหรือแบรนด์ของเราก็สามารถเติบโตได้เช่นกันในอนาคต ซึ่งเราต้องใช้ความพยายามในการดูแล รักษา และใช้ความพยายามมากขึ้นในการสร้างแบรนด์ร้านกาแฟของเราให้มีความยิ่งใหญ่

8.จงใช้สีให้เป็นพลังในการสร้างแบรนด์ร้านกาแฟ สีมีส่วนในการสร้างแบรนด์เป็นอย่างยิ่ง เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์จะใช้สีม่วง ,ธนาคารกสิกรไทย จะใช้สีเขียว ,ธนาคารออมสิน ใช้สีชมพู , ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ใช้สีเหลือง,ธนาคารกรุงเทพจำกัด ใช้สีน้ำเงิน และธนาคารกรุงไทยใช้สีฟ้า ซึ่งการใช้สีสันในการจัดร้านจะทำให้ร้านกาแฟของเราเกิดพลัง เพราะสีสันสามารถสื่อสารได้ ชัดเจน เข้าใจง่าย ทำให้เกิดการจดจำ แล้วร้านกาแฟของคุณใช้สีอะไรดีครับ….???

สรุป ในบทความนี้ กระผมขอนำเสนอความคิดเรื่องของการแข่งขันทางการตลาดกับร้านกาแฟแบรนด์ใหญ่หรือกับธุรกิจขนาดใหญ่  ซึ่งในการต่อสู้ เรามีความจำเป็นจะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้มากขึ้น ดังที่ผมบอกในเรื่องของการสร้างความแตกต่าง ไม่ว่า บริการ รสชาติ การแต่งกาย ร้านกาแฟ ซึ่งหากทำได้อย่างเหมาะสม ตามสถาการณ์ก็จะทำให้การกาแฟได้ดีขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการขนาดเล็กจะต้องมีความคิด ในการวิเคราะห์ อีกทั้งต้องรู้จักต่อยอด มีการวางแผนในการทำงานเป็นอย่างดี จึงจะประสบความสำเร็จในการแข่งขันกับร้านกาแฟแบรนด์ใหญ่  อีกทั้งแนวความคิดเบื้องต้น เรายังสามารถนำเอาไปใช้ในการแข่งขันทางด้านการตลาดกับธุรกิจแบรนด์ขนาดใหญ่ประเภทอื่นๆ (นอกจากร้านกาแฟ) ได้อีกด้วย

 

 







วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2565

การพัฒนาและเพิ่มศักยภาพของสื่อมวลชนยุคใหม่

 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ บรรยายหัวข้อ "การพัฒนาและเพิ่มศักยภาพของสื่อมวลชนยุคใหม่ " ณ ร้านชิดลม ชมกว๊านพะเยา จัดโดย สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพะเยา www.drsuthichai.com