วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2561

งานกับประชาคมอาเซียน


การเตรียมตัวสมัครงาน : ประชาคมอาเซียน(AC)
โดย...ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
ที่ปรึกษาด้านภาพลักษณ์และการสื่อสาร
       ประชาคมอาเซียนคืออะไร , ประชาคมอาเซียนมีความสำคัญอย่างไรกับประเทศไทย และการเตรียมตัวสมัครงานเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน(AC)
                ประชาคมอาเซียน คือ Association of South East Asian Nations (สมาคมประชาชาติแห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ) เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2510 ซึ่งประกอบด้วย 10 ประเทศ คือ ไทย มาเลย์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา บรูไน และ สิงคโปร์ ซึ่งมีประชากรรวมทั้งสิ้นประมาณ 580 ล้านคน มี GDP 1.8  ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ เป็นลำดับที่ 9 ของโลก
                ประชาคมอาเซียนมีความสำคัญอย่างไรกับประเทศไทย ประเทศไทยได้ตกลงข้อสัญญากับประเทศในอาเซียน จึงทำให้ทุกประเทศในประชาคมอาเซียน จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงในด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม และยอมรับในความแตกต่างในการอยู่ร่วมกัน เช่น
- ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงยอมรับร่วมกันในคุณสมบัตินักวิชาชีพอาเซียน อันประกอบด้วย วิศวกรรม , การพยาบาล , สถาปัตยกรรม , การสำรวจ , แพทย์ ,ทันตแพทย์ และบัญชี ซึ่งหากใครได้เรียนหรือมีวิชาชีพดังกล่าวมักมีความได้เปรียบวิชาชีพอื่นๆ เพราะท่านสามารถทำงานได้ในประชาคมอาเซียน ทำให้ตลาดของท่านกว้างขึ้น ลูกค้าของท่านมีมากขึ้น
- ภาษากลางของอาเซียนหรือภาษาอาเซียน คือ English
- วัฒนธรรมที่แตกต่างแต่ต้องอยู่ร่วมกันได้ ประเทศในกลุ่มประชาคมอาเซียนมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เช่น ประเทศไทย , พม่า , ลาว ,กัมพูชา (วัฒนธรรมพุทธ) , ประเทศ มาเลเซีย ,อินโดนีเซียและบรูไน(วัฒนธรรมอิสลาม) , ประเทศฟิลิปปินส์ (วัฒนธรรมคริสต์) และประเทศเวียดนาม,สิงคโปร์(วัฒนธรรมขงจื้อ)
สำหรับผลกระทบที่ประเทศไทยเราจะต้องได้รับผลกระทบ เช่น ด้านแรงงาน มีสมองไหลไปทำงานในต่างประเทศ , มีการไหลบ่า หมุนเวียนกัน ของแรงงานในกลุ่มอาเซียน(ไม่มีพรมแดนมาขวางกั้นอีกต่อไป)
การเตรียมตัวสมัครงานเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน(AC) สิ่งที่ประเทศไทย รวมทั้งแรงงานในประเทศไทย จะต้องเตรียมตัวและเตรียมความพร้อม คือ
- ประชาชนในประเทศไทย ควรเรียนรู้เรื่อง อาเซียนให้เข้าใจมากขึ้น อีกทั้งต้องฝึกฝนภาษาอาเซียนหรือภาษาอังกฤษและภาษาประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เพื่อเป็นกุญแจสำคัญในการค้าขายและทำงานได้ในประเทศในกลุ่มอาเซียน (ด้านความคิดเห็นส่วนตัวของกระผมคิดว่า แรงงานในประเทศไทย ยังมีจุดอ่อนเรื่อง การใช้ภาษาอาเซียนหรือภาษาอังกฤษ เป็นจำนวนมาก )
- การเรียนรู้ เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ ยกระดับ การศึกษา และพัฒนาฝึกมือแรงงานให้มากยิ่งขึ้น โลกในอนาคต เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ มีความสำคัญมาก อีกหน่อย พวกเราคงได้เรียนในระบบ E-Learning มากขึ้น เช่น มีการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยไซเบอร์หรือ มหาวิทยาลัย ออนไลน์ หรือ มหาวิทยาลัยลอยฟ้า และการฝึกอบรมออนไลน์ หรือ โรงเรียนออนไลน์ เป็นต้น 
สำหรับในอนาคตของประเทศไทยเรา จะมีการเข้ามาเปิดกิจการต่างๆ ของต่างชาติมากขึ้น เช่น การเปิดร้านอาหาร,การเปิดร้านสปา , การเปิดสถาบันการศึกษา (โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย) , การเปิดคลินิกรักษาโรค รวมทั้งมีการแข่งขันกันซื้อขายสินค้าด้านการเกษตรทุกชนิด เป็นต้น
ดังนั้น  ภาครัฐบาล ภาคเอกชนและภาคประชาชน ของไทย จึงควรให้การสนับสนุน ส่งเสริม การเรียนรู้ การพัฒนาบุคลากรของไทย ให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง

วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2561

การทำงานอย่างตั้งใจต้องออกมาจากหัวใจ


การทำงานด้วยหัวใจ
โดย...ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
ที่ปรึกษาด้านภาพลักษณ์และการสื่อสาร
                การทำงานอย่างไรให้มีความสุข การทำงานอย่างไร ที่จะทำงานออกมาจากหัวใจ ก่อนอื่น เราควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของการทำงานกันก่อน
-การทำงานกับความเครียด หากจะพูดไปแล้ว ความเครียดในการทำงานเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ควรที่จะมีมากจนเกินไปจนกระทั่งเป็นโรคต่างๆ (โรคนอนไม่หลับ โรคความดัน โรคปวดหัว) หรือมีน้อยจนเกินไป คนที่ไม่มีความรับผิดชอบในงานส่วนใหญ่มักจะไม่มีความเครียด ไม่มีความกังวัลใจ ฉะนั้น พระพุทธเจ้าบอกให้เดินสายกลาง คนที่จะทำงานให้ได้ดีมีประสิทธิภาพมักจะเป็นคนที่มีความเครียดแต่ต้องไม่มาก งานจึงจะออกมาดี กระผมขอยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม ปัจจุบัน กระผมมีอาชีพวิทยากร หากมีคนเชิญผมให้ไปพูด หากผมไม่มีความเครียดอยู่เลย รู้สึกสบายๆ ไม่ตื่นเต้น กระผมมักจะไม่ได้เตรียมตัวไปบรรยายหรือทำการบ้าน แต่ตรงกันข้ามหากว่าผมมีความเครียดมากจนเกินไป พรุ่งนี้จะไปบรรยาย เลยทำให้นอนไม่หลับ อย่างนี้ก็คงจะไม่ดี ดังนั้น หากว่าผมมีความเครียด มีความรู้สึกต้องรับผิดชอบ ผมจะมีการทำการบ้านหรือการเตรียมตัวไปพูดบรรยายเป็นอย่างดี

-  การทำงานกับความขัดแย้ง ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าองค์กรไหนมีคนทำงาน องค์กรนั้นก็จะมีปัญหาเรื่องความขัดแย้ง ฉะนั้น การทำงานร่วมกันกับคนภายในองค์กร (หัวหน้า ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน) และ การทำงานกับบุคคลภายในองค์กร(ลูกค้า) ย่อมจะต้องเกิดปัญหาเป็นธรรมดา เพียงแต่เราต้องรู้จักที่จะลดความขัดแย้งหรือเปลี่ยนแปลงความขัดแย้งให้เป็นเรื่องสร้างสรรค์ ก็จะทำให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและองค์กรได้
- การทำงานกับมนุษย์สัมพันธ์ การทำงานร่วมกับคน ยิ่งองค์กรไหนมีคนทำงานเป็นจำนวนมาก บุคคลที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน มักจะต้องเป็นผู้ที่มีมนุษย์สัมพันธ์ ซึ่งบุคคลที่มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี มักจะเป็นคนที่มีความเข้าใจและยอมรับความแตกต่างของบุคคลได้ เช่น ยอมรับความแตกต่างระหว่างเพศ ชาย หญิง , ความแตกต่างระหว่างวัย เด็ก วัยรุ่น ชรา ความแตกต่างขอบุคคล (ร่างกาย , อารมณ์ , จิตใจ , ความรู้สึก , บุคลิกภาพ , ประสบการณ์ )

- การทำงานกับการสื่อสาร คนเราทำงานร่วมกันมักจะมีปัญหาเรื่องของการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้น้ำเสียง การสื่อสารที่ผิดพลาด การสื่อสารที่ไม่ชัดเจน การสื่อสารที่ขาดการกลั่นกรอง ฯลฯ

-การทำงานกับความรักในงานที่ทำ บุคคลที่ประสบความสำเร็จในระดับสูง มักจะเป็นคนที่รักในงานที่ตนเองทำ ตรงกันข้ามบุคคลโดยทั่วไป มักเลือกทำงานเพราะเห็นแก่เงินเป็นอันดับแรก อีกทั้งไม่รู้จักตัวตน ว่าตนเองชอบทำงานอะไรกันแน่ เขาจึงทำงานด้วยความเบื่อหน่าย ไม่สนุกกับการทำงาน โทมัส อัลวา เอดิสัน เขาชอบประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ เขาสามารถอยู่ในห้องทดลองได้ทั้งวันทั้งคืน โดยไม่รู้สึกเหนื่อยหรือเบื่อหน่าย เหตุเพราะว่าเขารักในงานที่เขาทำ เขาไม่คิดว่านั้นคืองาน แต่เขามีความสนุกกับมันต่างหาก , สตีฟ จอบส์ บิล เกตต์ ชอบคอมพิวเตอร์ เขาสามารถอยู่กับคอมพิวเตอร์ได้อย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย เพราะเขารักในเรื่องราวต่างๆของคอมพิวเตอร์นั้นเอง
- การทำงานกับการบริหารเวลา หลายคนที่มีความเครียดในการทำงาน มีความเหนื่อยหน่าย ท้อแท้ในการทำงาน สาเหตุหนึ่งก็เนื่องมาจาก การที่บุคคลคนนั้น ไม่รู้จักเรื่องของการบริหารเวลา เขาไม่รู้ว่างานไหนเป็นงานสำคัญ งานไหนเป็นงานที่ไม่สำคัญ งานไหนควรทำก่อน งานไหนควรทำทีหลัง จึงทำให้เขาเกิดความเครียด เมื่องานที่จะต้องทำให้เสร็จ กลับยังไม่ได้ทำ ทั้งๆที่ ควรจะทำเสร็จตั้งแต่ต้นเดือนแล้ว แต่เขาปล่อยให้เวลาผ่านไป(ดินพอกหางหมู) โดยการเลือกทำงานที่ไม่สำคัญก่อน ฉะนั้น การบริหารเวลาดีมักจะทำให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุขในการทำงานมากขึ้น

-  การทำงานกับการคิดถึงประโยชน์ที่ได้รับจากงาน งานหลายๆงาน มีเงินเดือนน้อย แต่เมื่อทำไปแล้ว เกิดความสุขอย่างมากมายมหาศาล อีกทั้งเมื่อเวลาผ่านไปแล้ว ก็ยิ่งทำให้เกิดความภาคภูมิใจ เช่น ครู อาจารย์ ได้รับเงินเดือนน้อย แต่ก็สามารถเกิดความสุขในงานได้ หากว่าคำนึงถึง เด็กๆที่จบออกไปเป็นอนาคตของประเทศชาติ
-  การทำงานกับแนวทางพุทธศาสนา อิทธิบาท 4 เป็นแนวทางที่พระพุทธเจ้าสอนไว้เมื่อ 2556 ปี แต่ก็ยังคงทันสมัย คือ ฉันทะ ต้องมีความรักในงานที่ตนเองทำ(ใจรัก) , วิริยะ ต้องมีความพากเพียรในการทำงาน(ใจสู้) , จิตตะ ต้องมีความเอาใจใส่ในงาน(ใจใส่) และวิมังสา ต้องมีความไตร่ตรองในผลงานที่ตนเองทำ(มีใจตรวจสอบ)
ดังนั้น การที่บุคคล คนหนึ่งจะมีหัวใจที่รักงานหรือมีการทำงานด้วยหัวใจ จะต้องมีองค์ประกอบหลายๆอย่าง ซึ่งองค์ประกอบข้างต้น เป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญ หากท่านเป็นคนหนึ่งที่อยากจะทำงานด้วยหัวใจ ท่านควรจะพัฒนาตนเอง ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ให้ตนเองมีคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้น

เทคนิคการเป็นพิธีกร


เทคนิคการพูดและการเป็นพิธีกร
 โดย...ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
ที่ปรึกษาด้านภาพลักษณ์และการสื่อสาร
การสื่อสารทางการพูดมีหลากหลายรูปแบบ เช่น การโต้วาที การแซววาที การยอวาที การเป็นวิทยากร การพูดทางการเมือง การพูดแบบทอล์คโชว์  การเป็นพิธีกร ฯลฯ
                ในบทความนี้ กระผมขอเขียนเรื่อง “ เทคนิคการพูดและการเป็นพิธีกร ” การเป็นพิธีกรไม่ใช่ใครที่ถือไมโครโฟน ใครที่พูดได้จะเป็นพิธีกรได้กันหมดทุกคน ดังนั้นการเป็นพิธีกรที่ดีต้องมีหลักการ มีความเข้าใจในหน้าที่ มีประสบการณ์ มีไหวพริบปฏิภาณหลายๆอย่างประกอบกัน
                ความจริงถ้าพูดถึงพิธีกร พวกเราส่วนใหญ่จะติดภาพของคนที่ดำเนินรายการบนเวที แต่ความจริงแล้ว ความหมายหน้าที่ โอกาสในการเป็นพิธีกรมีมากกว่านั้น เช่น การเป็นพิธีกรผู้ดำเนินรายการทางวิทยุ โทรทัศน์ การเป็นพิธีกรดำเนินรายการอภิปราย แซววาที โต้วาที ยอวาที การเป็นพิธีกรผู้ดำเนินรายการงานพระราชพิธี การเป็นพิธีกรโฆษกของพรรคการเมือง และการเป็นพิธีกรในการแสดงต่างๆ ฯลฯ
                สำหรับบทบาทของคนที่ต้องทำหน้าที่พิธีกร คือ เป็นเจ้าของเวที เป็นผู้ดำเนินรายการ เป็นผู้มีไหวพริบแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าได้ดี
                เป็นเจ้าของเวที กล่าวคือ เป็นผู้รับผิดชอบงานทุกอย่างบนเวทีให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
                เป็นผู้ดำเนินรายการ คือ เป็นผู้พูดเชื่อมโยงรายการต่างๆ บนเวที มีหน้าที่เชิญประธาน เชิญบุคคลต่างๆขึ้นมาพูดบนเวที  เป็นผู้ประสานงานต่างๆเช่น ประกาศข่าวสาร เชิญคนมาร้องเพลง เป็นผู้กำหนดว่าใครพูดก่อน ใครร้องเพลงก่อนใครร้องทีหลัง  เป็นต้น
                เป็นผู้มีไหวพริบแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าได้ดี คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คลาดฝัน กล่าวคือ ไฟดับ ไมโครโฟนไม่ดัง มีเรื่องทะเลาะกันข้างล่างเวที พิธีกรต้องสามารถแก้ไขปัญหาสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ เป็นอย่างดีเพื่อให้งานดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น
                ลักษณะของงานพิธีกร บางเวทีมีพิธีกรเดี่ยว บางเวทีมีพิธีกรคู่  การเป็นพิธีกรคู่ เราจำเป็นจะต้องแบ่งสัดส่วนการพูดกัน ไม่ใช่มีพิธีกรชายและมีพิธีกรหญิงในงาน แต่พิธีกรชายแย่งพูดหมด พูดตั้ง 90 % แต่ให้พิธีกรหญิงพูดแค่ 10 % อย่างนี้ก็ดูไม่เหมาะสม อีกทั้งต้องดำเนินรายการในลักษณะสนทนากัน ไม่แย่งกันพูดบนเวที
                ทักษะของพิธีกรที่ควรมีคือ ต้องมีทักษะการพูดต่อหน้าที่ชุมชน ต้องรู้ลำดับก่อนหลัง ต้องรู้กาละเทศะ ต้องรู้ผู้ที่มีความเกี่ยวข้องภายในงาน ซึ่งทักษะเหล่านี้จะต้องอาศัยประสบการณ์ในการเป็นพิธีกร เมื่อท่านทำหน้าที่พิธีกรบ่อยขึ้น ท่านก็จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ เหล่านี้มากขึ้น
                สำหรับเทคนิคบางอย่างที่พิธีกรสามารถนำไปใช้แล้วทำให้งานพิธีกรออกมาดี คือ ระหว่างเชิญประธานขึ้นบนเวที ถ้าอยากให้ประธานดูดีหรืองานออกมาดี พิธีกรควรจะให้ผู้อยู่ร่วมงาน ลุกขึ้นยืน ต้อนรับ  หรือ บางงานอาจจะมีเสียง
ปรบมือ หรือ บางงานอาจจะต้องใช้เสียงดนตรีหรือเสียงเพลง ทั้งนี้แล้วแต่สถานการณ์ พิธีกรต้องรู้จักปรับเปลี่ยน รู้จักกาละเทศะ ในการนำไปใช้เพื่อให้เข้ากับเหตุการณ์
                การแนะนำวิทยากร ก็ควรกล่าวประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน พร้อมแนะนำตำแหน่ง สถานที่ทำงานในปัจจุบัน สุดท้ายจึงแนะนำชื่อเป็นขั้นตอนสุดท้าย
                หน้าที่ของพิธีกร ควรเตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ มาถึงงานก่อนเพื่อดูความพร้อมในงาน เตรียมข้อมูลในการพูดมาว่าจะพูดอะไรภายในงาน ตรวจดูเวที ไมโครโฟนดังไหม แสง สี เสียง บนเวทีพร้อมหรือไม่ เมื่อขึ้นเวทีควรกล่าวต้อนรับ แจ้งข้อมูล กำหนดการ ดำเนินรายการ บอกขั้นตอนต่างๆ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า กล่าวขอบคุณและกล่าวปิดงาน ซึ่งควรทำไปด้วยความกระตือรือร้น
                 ทั้งหมดข้างต้นนี้เป็นเทคนิคของผู้ที่ต้องการเป็นพิธีกร ซึ่งท่านที่มีความปรารถนาจะทำหน้าที่ตรงนี้ให้ได้ดี จำเป็นจะต้องศึกษาเพิ่มเติม อีกทั้งต้องพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ เช่น พัฒนาบุคลิกภาพ  พัฒนาการออกเสียงให้ชัดเจน พัฒนาการพูดของตนเองอยู่เสมอ และที่สำคัญที่สุด ท่านจำเป็นจะต้องหาเวทีในการฝึกฝนในการทำหน้าที่พิธีกร กระผมเองก็เคยผ่านเวทีพิธีกรมาอย่างมากมาย บางเวทีก็ราบรื่น บางเวทีก็มีปัญหาบางอย่างแต่ก็สามารถผ่านพ้นมาได้ดี เช่น พิธีกรงานแต่งงาน พิธีกรงานลอยกระทง พิธีกรในงานอภิปราย พิธีกรในงานพิธีต่างๆระดับจังหวัด พิธีกรในงานประชุม พิธีกรในงานสัมมนา ฯลฯ 

อนาคตรุ่งแน่ หากมีแรงบันดาลใจ


สร้างแรงบันดาลใจให้อนาคตรุ่ง
โดย...ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
ที่ปรึกษาด้านภาพลักษณ์และการสื่อสาร
www.drsuthichai.com
  คนที่ประสบความสำเร็จในแวดวงต่างๆ  เขามักเป็นคนที่มีแรงบันดาลใจในการทำงาน ฉะนั้น การสร้างแรงบันดาลใจจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับบุคคลที่ต้องการประสบความสำเร็จ สำหรับการสร้างแรงบันดาลใจ เราสามารถสร้างได้หลายทาง เช่น
- การตั้งเป้าหมาย การเขียนเป้าหมาย การสร้างภาพความฝัน ที่ตนเองต้องการอยู่เป็นประจำ
โดยเฉพาะตอนก่อนเข้านอน หนังสือเรื่องเดอะซีเคร็ต ได้แนะนำว่าในโลกนี้มีกฎแห่งการดึงดูด หากว่าคุณหมกมุ่นครุ่นคิดเรื่องใดเป็นประจำคุณก็มักจะได้สิ่งนั้น ฉะนั้น จงคิดมัน จงฝันถึงมัน จงจินตนาการถึงมันบ่อยๆ แล้วชีวิตของคุณก็จะเดินทางไปสู่เป้าหมายหรือความฝันของตนเองในที่สุด
-  การอ่านหนังสือ การอ่านหนังสือสามารถสร้างแรงบันดาลใจที่ดี โดยเฉพาะสำหรับคนบางคน
ผู้นำของหลายประเทศหลายคนทั้งในอดีตและปัจจุบัน ได้อ่านเรื่องราวของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ทางการเมือง ผู้นำประเทศเหล่านั้น จึงได้สร้างแรงบันดาลใจในตัวเองขึ้น  เขาเหล่านั้นจึงเกิดความต้องการที่จะเป็นผู้นำประเทศเหมือนกับชีวประวัติของผู้นำในหนังสือบ้าง เป็นต้น
-  การฟังเทป การฟัง VCD  เรื่องราวที่เกี่ยวกับแรงจูงใจ ก็เป็นสิ่งหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจขึ้น เพราะในเทป ใน VCD จะเล่าเรื่องราวของบุคคลที่ประสบความสำเร็จ ว่าเขาทำอย่างไรถึงประสบความสำเร็จ ซึ่งหากว่าเราฟังแล้วนำไปปฏิบัติ เราก็สามารถประสบความสำเร็จได้ดังบุคคลนั้น
-  การสัมมนา การอบรม การประชุม เป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถ สร้างแรงบันดาลใจได้ เพราะภายในงาน ผู้จัดงานมักจะนำเอาบุคคลที่ประสบความสำเร็จมาพูด มาคุย อีกทั้งการสัมมนา การอบรม การประชุม จะทำให้เราทราบความเคลื่อนไหว ข่าวคราว ของหน่วยงาน ของกิจการ ของประเทศ ซึ่งเป็นข่าวที่ใช้ในการทำงานของเราได้โดยตรง
-  การรวมกลุ่มที่มีจิตใจเดียวกัน ความต้องการเดียว ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจเช่น หากว่าเราอยากเป็นนักเขียนระดับประเทศ เราก็ควรเข้าร่วมเป็นสมาชิกของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน อีกทั้งเมื่อเราได้รู้จักนักเขียนมืออาชีพแล้ว เขาก็มักจะมีคำแนะนำดีๆในการสร้างแรงบันดาลใจให้เราได้เป็นนักเขียนมืออาชีพในอนาคต
-  การหาแบบอย่างหรือการหาบุคคลตัวอย่าง โดยเฉพาะบุคคลที่ประสบความสำเร็จหรือบุคคลที่เราอย่างที่จะมีชีวิตแบบเขา ก็เป็นอีกทางหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจขึ้นภายในตนเอง เช่น ไมเคิล จอร์แดน(Michael Jordan) เป็นแรงบันดาลใจให้แก่บรรดาเด็กๆหลายๆคนทั่วโลกอยากที่จะเป็นนักบาสเก็ตบอล , ไทเกอร์ วูดส์ เป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนอีกหลายๆคนในการที่อยากที่จะเป็นนักกอฟส์มืออาชีพ ,จอห์น เลนน่อน(John Lennon) ผู้แต่งเพลง “ Eight Day” เป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนอเมริกาหลายคนอยากที่จะเป็นนักแต่งเพลง,สตีฟ จอบส์ เป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนหลายคนทั่วโลกในการต่อสู้ชีวิตและสร้างผลงานใหม่ๆ เป็นต้น
  และมีอีกหลายวิธีในการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ตนเอง ฉะนั้นบุคคลที่มีผลงานโดดเด่น มีผลงานมากมายมักจะเป็นคนที่มีความสามารถในการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ตนเองทั้งสิ้น จงสร้างแรงบันดาลใจในตนเองขึ้น แล้วท่านจะเป็นคนหนึ่งที่ได้ฝากผลงานที่โดดเด่นและมากมายให้แก่โลกนี้

วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2561

ศิลปะการพูดโตวาที


การใช้วาทศิลป์ขั้นสูง...(ศิลปะการโต้วาที)
โดย...ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
ที่ปรึกษาด้านภาพลักษณ์และการสื่อสาร
       การโต้วาทีถือได้ว่าเป็นการใช้วาทศิลป์ขั้นสูง ถามว่า “ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น” เพราะบุคคลที่จะโต้วาทีให้ได้ดี จำเป็นจะต้องมีพื้นฐานเกี่ยวกับการพูดหลายๆด้าน เช่น ต้องมีความรู้เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าสาธารณชน , ต้องผ่านทักษะการพูดต่อหน้าที่ชุมชนมาพอสมควร,ต้องรู้จักการสร้างโครงเรื่องในการพูด,ต้องมีศิลปะในการใช้ท่าทางและศิลปะในการใช้วาทศิลป์ เป็นต้น
                ต้องมีความรู้เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าสาธารณชน ในยุคปัจจุบันมีหนังสืออยู่มากมาย ตามท้องตลาด ซึ่งภายในหนังสือจะมีทฤษฏี มีหลักการ มีคำแนะนำต่างๆ ที่ทำให้ผู้อ่าน สามารถนำไปใช้ นำไปปฏิบัติได้ ซึ่งจะพูดไปแล้ว การพูดเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ศาสตร์คือเราสามารถอ่าน สามารถฟัง และเข้ารับการอบรมเพื่อให้ได้ความรู้มา ศิลป์คือ การนำเอาศาสตร์ไปประยุกต์
ฉะนั้น บุคคลที่พูดเก่ง พูดเป็น มักจะมีศิลป์หรือมีศิลปะในการนำเอาคำพูดไปใช้ได้มากกว่า ดีกว่า เก่งกว่า บุคคลที่พูดไม่เป็น พูดไม่เก่ง

ต้องผ่านทักษะการพูดต่อหน้าที่ชุมชนมาพอสมควร บุคคลที่จะโต้วาทีได้ จำเป็นต้องมีไหวพริบ ปฏิภาณในการพูด ซึ่งบุคคลที่จะมีไหวพริบ ปฏิภาณได้จำเป็นจะต้องมีการฝึกฝน การพูดต่อหน้าที่ชุมชนและการโต้วาทีบ่อยๆจะเป็นการฝึก ไหวพริบ ปฏิภาณได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้บุคคลที่จะโต้วาทีให้ได้ดี จำเป็นจะต้องมีชั่วโมงบิน หรือมีประสบการณ์ในการทางการพูดต่อหน้าที่ชุมชนอยู่บ้าง
ต้องรู้จักการสร้างโครงเรื่องในการพูด ในการโต้วาที เราต้องรู้จักการสร้างโครงเรื่อง ว่าขึ้นต้นเราจะขึ้นต้นอย่างไร ตอนกลางเราจะพูดอะไร และสรุปจบอย่างไร ถึงจะเป็นที่ประทับใจผู้ฟัง
ต้องมีศิลปะในการใช้ท่าทาง บุคคลที่มีบุคลิกภาพดีมักจะได้เปรียบบุคคลที่มีบุคลิกภาพไม่ดี นักโต้วาทีควรมีการฝึก การใช้ท่าทางประกอบการพูด เช่น การผายมือ , การชี้นิ้ว , การใช้เอกสารประกอบการพูด , การยืน ตลอดจนการใช้สีหน้า การเคลื่อนไหวต่าง เป็นต้น
ศิลปะในการใช้วาทศิลป์ การใช้คำพูด มีความสำคัญ การใช้คำพูดทำให้คนสนใจฟัง คำบางคำมีความหมายเหมือนกัน แต่ความเบา ความแรง ความสุภาพ ความเป็นกันเองต่างกัน และการใช้กับบุคคลมีความแตกต่างกัน เช่น กิน ทาน รับประทาน แดก ดื่ม ฉันท์ ฯลฯ
ตลอดการใช้ภาษาไทยควรให้มีความถูกต้องตามหลักภาษาไทย มีการออกเสียง ร,ล คำควบกล้ำให้ชัดเจน และควรงดเว้นคำฟุ่มเฟื่อย

ตลอดจนต้องรู้จักประเภทของการพูด ซึ่งประเภทของการพูดมี 3 ประเภทใหญ่ๆ 1.จูงใจ 2.บรรยายหรือบอกเล่า 3.บันเทิง สำหรับการพูดโต้วาทีจะอยู่ในการพูดประเภทที่ 1 คือการพูดจูงใจหรือพูดให้คล้อยตาม
เมื่อผู้พูด มีพื้นฐานข้างต้นแล้ว (ต้องมีความรู้เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าสาธารณชน , ต้องผ่านทักษะการพูดต่อหน้าที่ชุมชนมาพอสมควร,ต้องรู้จักการสร้างโครงเรื่องในการพูด,ต้องมีศิลปะในการใช้ท่าทางและศิลปะในการใช้วาทศิลป์) ผู้พูดคนนั้นจะมีความสามารถในการพูดโต้วาทีได้เป็นอย่างดี

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2561

การสื่อสารสำหรับหน่วยงานราชการ


การสื่อสารสำหรับข้าราชการและหน่วยงานราชการ
โดย...ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
ที่ปรึกษาด้านภาพลักษณ์และการสื่อสารขององค์กร
www.drsuthichai.com
ข้าราชการถือว่าเป็นบุคลากรขององค์กรของรัฐที่มีจำนวนมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรเอกชน ธนาคาร ซึ่งในแต่ละปี รัฐจะรับข้าราชการใหม่เข้ามาทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง ซึ่งเกิดจากการ ตาย การลาออก การถูกไล่ออก การเกษียณอายุราชการและ การโอนย้ายตำแหน่งต่างๆของข้าราชการเก่า
ข้าราชการ จึงเป็นบุคลากรที่มีความสำคัญ เป็นพลังให้หน่วยงานราชการทำงานได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ แต่ในการทำงานทุกอย่าง ทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร ย่อมมีปัญหา ไม่เว้นแต่ในองค์กรของรัฐเองก็เกิดปัญหาในการทำงาน ซึ่งปัญหามีอยู่หลากหลายที่ข้าราชการจะต้องเจอ แต่มีปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นกับข้าราชการ ทุกหน่วยงาน ที่ต้องพบเจอปัญหานี้ คือ ปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสารกับประชาชาที่มาติดต่อกับหน่วยงานซึ่งข้าราชการจำเป็นจะต้องเรียนรู้และปรับปรุงแก้ไข
อันดับแรกการที่เราจะเข้าใจปัญหาด้านการสื่อสารเราต้องเข้าใจคำว่า “องค์ประกอบของการสื่อสาร” เสียก่อน ซึ่งองค์ประกอบของการสื่อสารได้แก่ 1.1.ผู้ส่งสาร 1.2.สาร 1.3.สื่อหรือช่องทาง 1.4.ผู้รับสาร 1.5.ข้อมูลป้อนกลับ
กระผมขออธิบายเพิ่มเติมดังนี้ 1.1.ผู้ส่งสาร(อาจเป็นข้าราชการ ,ผู้บริหาร,เพื่อนร่วมงาน) 1.2.สาร(คือ นโยบาย คำสั่ง จดหมาย สิ่งที่ต้องการชี้แจ้ง) 1.3.สื่อหรือช่องทาง(อาจจะส่งผ่านจดหมาย อีเล็คโทนิค E-mail , พูดผ่านไมโครโฟน , ผ่านจดหมายเปิดผนึก , ผ่านจดหมายข่าวขององค์กร,ผ่านการประชุม) 1.4.ผู้รับสาร(อาจเป็นผู้บริหาร,เพื่อนร่วมงาน,ข้าราชการ) 1.5.ข้อมูลป้อนกลับ(คือกริยา การตอบสนองซึ่งแสดงถึงความเข้าใจ ความไม่เข้าใจ ความเข้าใจที่ผิดพลาด คาดเคลื่อน)
ตัวอย่าง เช่น จากเรื่องเล่าในเนื้อเพลง ผู้ใหญ่ลี
พศ 2504 ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุมชาวบ้านต่างมาชุมนุม มาประชุมที่บ้านผู้ใหญ่ลี ต่อไปนี้ผู้ใหญ่ลีจะขอกล่าว ถึงเรื่องราวที่ได้ประชุมมาทางการเขาสั่งมาว่า ทางการเขาสั่งมาว่าให้ชาวนาเลี้ยงเป็ดเลี้ยงสุกรฝ่ายตาสีหัวคลอน ถามว่าสุกรนั้นคืออะไร ผู้ใหญ่ลีลุกขึ้นตอบทันใด ผู้ใหญ่ลีลุกขึ้นตอบทันใด สุกรนั้นไซร้คือหมาน้อยธรรมดา หมาน้อย หมาน้อยธรรมดา หมาน้อย หมาน้อยธรรมดา”

จากเนื้อเพลงข้างต้น จะสะท้อนให้เห็นถึงการสื่อสารระหว่างข้าราชการหรือทางการกับชาวบ้าน ที่มีความผิดพลาด มีความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน เราสามารถนำมาวิเคราะห์โดยผ่าน กระบวนการสื่อสาร ว่า เกิดความผิดพลาดตรงไหน อย่างไร กระบวนการสื่อสาร มีดังนี้
1 ผู้ส่งสาร 2 สาร 3 สื่อหรือช่องทาง 4 ผู้รับสาร
1 ผู้ส่งสาร คือ ข้าราชการ ผู้รับนโยบาย จากรัฐบาล มาส่งต่อให้กับผู้นำชุมชน
2 สาร คือ การส่งเสริมให้ชาวนาและเกษตรกร เลี้ยงเป็ดและ สุกร(หมู)
3 สื่อหรือช่องทาง คือ การประชุม การใช้ไมโครโฟนพูดในที่ประชุม
4 ผู้รับสาร คือ ผู้ใหญ่ลี
5.ข้อมูลป้อนกลับ(คือกริยา การตอบสนองซึ่งแสดงถึงความไม่เข้าใจ ความเข้าใจที่ผิดพลาด คาดเคลื่อน คือผู้ใหญ่ลีเข้าใจผิด คิดว่า คำว่าสุกร หมายถึง หมาน้อย)
จากกรณีศึกษาข้างนี้ เราจะแก้ไขอย่างไร...ให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุดหรือไม่เกิดความผิดพลาดขึ้น...
ข้อที่ 1 ผู้ส่งสาร ควรเปิดโอกาสให้มีการซักถาม ปัญหา หรือความไม่เข้าใจต่างๆ จากผู้รับสาร
ข้อที่ 2 สาร ผู้ส่งสารได้ใช้ภาษาราชการ ซึ่งมาจากส่วนกลาง เพราะในยุคนั้นชาวบ้านหรือผู้นำท้องถิ่นมักจะ คุ้นเคยกับภาษาท้องถิ่น(หมู)มากกว่าภาษาจากส่วนกลาง(สุกร) เพื่อลดความผิดพลาด ควรใช้ภาษาท้องถิ่น หรือภาษาที่ชาวบ้านใช้ในท้องถิ่นนั้นๆ สื่อสารจะเกิด ประสิทธิภาพ มากขึ้น
ข้อ 3 ผู้รับสาร คือผู้ใหญ่ลี เมื่อเกิดความไม่เข้าใจ หรือข้อสงสัย ก็ควรสอบถาม ข้าราชการ หรือทางการ ที่ส่งสาร หรือข้อมูล
สำหรับวิธีการการสื่อสารที่สำคัญๆและใช้เป็นประจำในหน่วยงานราชการคือ
1.การสื่อสารด้วยวาจา(ภาษาพูด) เป็นการสื่อสารและการนำเสนอที่มีความสำคัญ มีความง่าย ซึ่งข้าราชาการเมื่อเข้าไปทำงานก็จะใช้คำพูดและการพูดมากกว่า 70 % ในแต่ละวัน ซึ่งการพูดในที่ทำงานจะต้องมีทักษะในการฟัง ในการสนทนา กล่าวคือจะทำอย่างไรให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจ เกิดความรับรู้ที่ตรงกับความคิดของผู้พูดที่ต้องการ ไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดเพราะถ้าเกิดความผิดพลาดก็จะเกิดความเสียหายขึ้น
2.การสื่อสารด้วยลายลักษณ์อักษร(ภาษาเขียน) เป็นการสื่อสารที่ใช้น้อยกว่าการพูด เป็นอันมาก เพราะส่วนใหญ่แล้ว การสื่อสารด้วยลายลักษณ์อักษร(ภาษาเขียน)มักจะต้องมีการเขียนในรูปแบบทางการ
อีกทั้งการสื่อสารด้วยลายลักษณ์อักษรมีข้อดีหลายๆอย่าง เช่น เป็นหลักฐานในการอ้างอิงต่างๆได้หรือ เป็นคำสั่งที่มีหลักฐานผูกมัดได้ ซึ่งไม่เหมือนกับการสื่อสารด้วยวาจา เมื่อเวลาผ่านไปก็มักจะลืมได้ แต่ถ้ามีลายเซ็นต์หรือลายลักษณ์อักษร ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานได้
3. การสื่อสารด้วยกริยาท่าทาง (ภาษากาย) เป็นการสื่อสารด้วยท่าของเรา ซึ่งการแสดงออกท่าทางจะเป็นการสื่อความหมายให้แก่บุคคลอื่นๆได้รับรู้ การสื่อสารทางท่าทางจะบอกอะไรบ้างอย่างกับผู้ที่เราต้องการสื่อสารด้วย
ฉะนั้น บุคคลที่ต้องการความก้าวหน้าในอาชีพข้าราชการ ควรที่จะได้มีการฝึกฝน พัฒนาการสื่อสาร ไม่ว่าจะใช้วิธีการพูด วิธีการเขียน และวิธีการใช้ภาษากาย ด้วย จึงจะทำให้เกิดความก้าวหน้าในอาชีพและหน้าที่การงาน