วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

จงเริ่มต้นที่การพัฒนาตนเอง


จงเริ่มต้นที่การพัฒนาตนเอง....ถ้า ท่านต้องการประสบความสำเร็จ
โดย..ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก นักพูดและนักเขียน
www.drsuthichai.com

ถ้าท่านเป็นคนหนึ่งที่อยากจะประสบความสำเร็จในชีวิต จงเริ่มต้นที่การพัฒนาตนเอง เพราะการพัฒนาตนเองมีความสัมพันธ์กับความเจริญก้าวหน้าในชีวิตและหน้าที่การทำงาน  คนเราควรเริ่มต้นจากการพัฒนาตนเองในหลายๆด้าน เช่น
 1.เริ่มต้นจาการอ่านหนังสือดีๆ  พวกเราลองสังเกตดูบุคคลที่ประสบความสำเร็จมักจะเป็นนักแสวงหาความรู้ และวิธีการแสวงหาความรู้ที่ดีวิธีหนึ่งก็คือ การอ่านหนังสือดีๆ  ถ้าเราอยากรู้เรื่องราวของ วอเรน บัฟเฟต นักลงทุนระดับโลก โดยส่วนตัวเราคงจะนำตัวของเราเองไปพูดคุยกับเขาได้ยาก  แต่เราสามารถเรียนรู้เรื่องของเขาหรือให้เขาสอนวิธีการลงทุนของเขาโดยผ่านหนังสือนั่นเอง
2.เริ่มต้นจากการเข้าฟังสัมมนาดีๆ การอบรมดีๆ คนไทยส่วนใหญ่มักไม่ชอบง่ายหนังสือ สำหรับคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือกระผมขอแนะนำท่านให้แสวงหาความรู้ใหม่ๆ หรือความรู้ที่ท่านต้องการอยากรู้จาก การเข้ารับการอบรมสัมมนาดีๆ หรือการอบรมๆดี เพราะวิทยากรเขาได้ศึกษา ได้อ่าน ได้ฟัง ได้อบรม ได้ทดลอง ได้เข้าร่วมสัมมนามามาก เขาจะนำเอาเทคนิคต่างๆ มาให้เราได้ประยุกต์ ซึ่งถือว่าเป็นทางลัดทางหนึ่ง แต่ การเข้าร่วมสัมมนาดีๆ ในระดับประเทศหรือในระดับโลก ส่วนใหญ่มักจะเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก  
3.เริ่มต้นจากการฟังเทปหรือCD วิชาการในรถ  ข้อเนี่ยถือว่าเป็นการประหยัดเวลา โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ต้องเสียเวลากับการเดินทางไปทำงานในตอนเช้าและตอนเย็น เป็นจำนวนมาก ต้องเผชิญกับปัญหารถติด การฟังเทปหรือMP3 ในรถยนต์ส่วนตัว หรือการใช้หูฟังฟังวิชาการในรถประจำทางหรือรถไฟฟ้า จึงเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้การใช้เวลาให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง
4.เริ่มต้นจากการหาทางเข้าสังคมหรือการสร้างเครือข่ายในอาชีพ ตลอดรวมไปถึงกลุ่มที่เราสนใจ เช่น สมาคม สโมสร ชมรม ( สมาคมฝึกพูด , สโมสรนักเขียน , ชมรมกีฬาต่างๆ) เพื่อหาเพื่อนหรือเครือข่ายในการช่วยเหลือกัน การเข้ากลุ่มเหล่านี้เราจะได้ประโยชน์หลายประการ เช่น ได้รับความร่วมมือและการช่วยเหลือ , ได้รับข่าวสารใหม่ๆในวงการ , ได้รู้จักเพื่อร่วมอุดมการณ์ , ได้เพื่อนหรือนักธุรกิจที่จะเข้าหุ้นร่วมทุนกันทำธุรกิจภายในอนาคต เป็นต้น
 5.เริ่มต้นจากการดูแบบอย่าง การหาแบบอย่าง การดูต้นแบบ  ถ้าเราอยากเป็นนักร้อง จงหาแบบอย่างนักร้องที่เราชื่นชอบ การหาแบบอย่างจะทำให้เราเกิดการลอกเลียนแบบ เกิดแรงบันดาลใจ ที่จะอยากเป็นแบบเขา เช่น หลายคนอยากเป็นนักร้องแบบพี่ เบริ์ด ธงไชย  ก็ลองไปศึกษาชีวิตของพี่เบริ์ค ธงไชย ดูหรือไปซื้อเพลงของ พี่เบริ์ด ธงไชย มาฟังแล้วร้องตาม ก็จะเกิดกำลังใจในการฝึกซ้อมร้องเพลงมากขึ้น  หรือบางคนอย่างชกมวยเก่งแบบเขาทราย เขาจึงเอาหนังสือประวัติของเขาทรายมาอ่าน แล้วเขาก็จะมีกำลังใจในการฝึกฝน อดทนในการซ้อมชกมวย ฯลฯ
 6.จงเริ่มต้นจากการหาเวลาว่างให้กับตนเอง  ยุคปัจจุบันนี้เป็นยุคของการแข่งขัน วุ่นวาย ทำให้ทุกคนต้องเคลื่อนไหวและใช้เวลาของตนเองสำหรับ องค์กร ผู้อื่น ลูกค้า เจ้านาย ครอบครัวมากขึ้น เราลองมาเริ่มต้นจากการให้เวลาตนเองดูว่า ในชีวิตเรามีความต้องการอะไรจริงๆ ในชีวิตของเรา  หลายคนไม่รู้ว่าตนเองเกิดมาทำอะไรเก่ง รักอะไร ชอบอะไร มีความต้องการอะไรในชีวิต เราลองหยุดแล้ว ลองอยู่กับตัวตนของเรา ลองฟังเสียงภายในตัวของเรา ว่าเราต้องการอะไร อยากเป็นอะไร เรามีความฝันอะไร
 7.จงเริ่มต้นจากการฝึกจดบันทึกส่วนตัว การจดบันทึกมีข้อดีหลายอย่าง นักเขียนชื่อดังระดับโลกและระดับประเทศหลายๆคนก็เริ่มต้นจากการฝึกจดบันทึก  เพราะการจดบันทึกจะทำให้เราได้ทบทวนตนเอง ทำให้เราได้ฝึกฝนทักษะในการเขียนมากขึ้น ทำให้เราได้ ไอเดียใหม่ๆ เพื่อนำเอาไปใช้ภายในงานของเรา และทำให้ไม่ลืม  หลายๆคนมีความคิดเกิดขึ้นอย่างกระทันหันในช่วงนอน แต่ไม่ได้มีการจดบันทึก พอตื่นเช้ามาลืมหมด การจดบันทึกจึงเป็นเครื่องใช้ได้เป็นอย่างดี  
ดังนั้น ข้อความข้างต้น คือ การเริ่มต้นที่ดีของนักพัฒนาตนเอง ถ้าท่านต้องการประสบความสำเร็จ  ท่านต้องกล้าที่จะการเปลี่ยนแปลงตนเองหรือพัฒนาตนเอง  เมื่อได้พัฒนาตนเองอยู่ทุกๆวัน เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี 10 ปี ท่านจะพบกับความแตกต่างภายในตัวของเท่าน
คนเรามักไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง แต่คนเราจะเจริญก้าวหน้าหรือพัฒนาได้ก็เพราะการเปลี่ยนแปลง


วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

คูปองครู กิจกรรมชุมนุม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก นักพูด นักเขียน เป็นวิทยากรบรรยาย ในหลักสูตร ระบบพัฒนานักเรียนรายบุคคลด้วยกิจกรรมชุมนุม ให้แก่คุณครูที่เดินทางมาจากทั่วประเทศ ณ โรงแรมคาวาริ คาซา(The Cavalli Casa) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 




วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2561

เราสามารถสร้างอนาคตได้

อนาคตอยู่ที่ตัวของเราเอง
โดย..ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก นักพูดและนักเขียน
            ใครเล่าจะรู้ว่า..........
-     นอร์แมน วินเซนต์ พีล นักสอนศาสนาชื่อดังก้องโลก เคยเป็นลูกจ้างในร้านขายของชำเล็กๆ ในเมืองโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา
-      เฮนรี่ ฟอร์ด มหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ ผู้คิดค้นรถยนต์คันแรกของโลก มีโอกาสเรียนเพียงแค่ระดับมัธยม
-     สตีฟ จ็อบส์และบิล เกตส์ มหาเศรษฐีแห่งวงการคอมพิวเตอร์ เรียนไม่จบมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำไป
-   โทมัส เอดิสัน เคยถูกพ่อและคุณครูด่าว่าเป็นเด็กที่โง่ เมื่อเรียนหนังสือในโรงเรียนก็สอบได้ที่โหล่อยู่เป็นประจำ แต่ในที่สุด เขาเป็นนักประดิษฐ์และนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก เขาคิดค้นหลอดไฟฟ้าดวงแรกของโลกได้
โทมัส มานน์ นักประพันธ์เอกระดับโลก ก็เรียนไม่เอาไหนเมื่อตอนที่เขาเด็กๆ
-   ตัน ภาสกรนที หรือ ตัน โออิชิ ตอนนี้อาจเปลี่ยนเป็น อิชิตัน  เขาก็ไม่ได้เรียนจบสูง อีกทั้งเขายังให้สัมภาษณ์ว่าเขาเป็นคนเรียนไม่เก่ง แต่เขาก็สามารถร่ำรวยได้ และสร้างอาณาจักรของตนเองได้

-      เจ้าสัวธนินท์ เจียรนนท์ ก็ไม่ได้เรียนจบสูง แต่ก็มีลูกน้องจบปริญญาเอกมากมายที่ช่วยทำงาน จนสร้างอาณาจักรและบริหารบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ รวมทั้งบริษัทในเครือจนโด่งดังไปทั่วโลก
            -    ………………….ตัวของท่านผู้อ่าน………………
                บุคคลดังกล่าวข้างต้น เป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จ แต่ใครเล่าจะรู้ว่าในอดีตเขาเหล่านี้ต้องประสบพบเจอกับอะไรมาบ้าง หลายคนเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะยากจน แต่ด้วยความมานะ อดทน ขยันขันแข็ง  เขาเหล่านั้น จึงประสบความสำเร็จ  
                ตัวของท่านผู้อ่านก็เช่นเดียวกัน  ในอดีตเราอาจจะพบกับอุปสรรค พบกับความยากลำบาก แต่ถ้าเรา มานะ ไม่ยอมแพ้ มีเป้าหมาย อดทน มีความทะเยนทะยาน ในอนาคตเราก็สามารถประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกัน หลายคนตอนนี้รู้สึกว่า ชีวิตมืดมน มีตำแหน่งหน้าที่การงานสู้เพื่อนฝูงรุ่นราวคราวเดียวกันไม่ได้ แต่ในอนาคต ใครจะไปทราบ ท่านอาจเป็นคนหนึ่งที่เป็นมหาเศรษฐีก็เป็นได้  เพราะว่าวันนี้อาจจะร้าย พรุ่งนี้อาจจะดี ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

            ผมขอเป็นกำลังใจให้กับท่านผู้อ่าน  ถ้าท่านผู้อ่านคิดว่าคุณแย่ คุณเรียนหนังสือไม่เก่ง บิดามารดาเป็นคนบ้านนอก  อะไรๆก็ไม่ดีสักอย่าง  จงเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ ว่าเราสามารถจะเป็นอะไรก็ได้ เพราะคนเราเกิดมาไม่มีแผ่นป้ายผูกติดข้อมือว่าเราจะเป็นอะไร เราจะเป็นเศรษฐี เราจะเป็นมหาเศรษฐี เราจะเป็นยาจก  เราจะเป็นทหาร ตำรวจ นักธุรกิจ ฯลฯ ขึ้นอยู่กับว่าในอนาคตเราต้องการจะเป็นอะไร  จงฝันไปให้ไกล แล้วไปให้ถึงมัน จงตั้งเป้าหมายว่าเราต้องการเป็นอะไรในอนาคตแล้วลงมือทำมัน พวกเราหลายคนอาจจะไม่เชื่อมั่นในตัวเอง แต่กระผมเชื่อมั่นในตัวคุณ ว่า ท่านผู้อ่านของกระผมทำได้ จงลงมือสร้างอนาคตของตัวท่านผู้อ่านเอง เพราะอนาคตอยู่ในมือคุณ

จงหิวกระหายที่จะเรียนรู้ด้วยตนเองอยู่ตลอดเวลา

จงหิวกระหายที่จะเรียนรู้ด้วยตนเองอยู่ตลอดเวลา.......
ถ้า.....ท่านต้องการที่จะประสบความสำเร็จ
 โดย..ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก นักพูดและนักเขียน
                            ผู้ที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกหลายๆคน ไม่ชอบเรียนหนังสือในโรงเรียนหรือแม้แต่ภายในมหาวิทยาลัย เพราะ การเรียนในระบบการศึกษาเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย  เราต้องเรียนทุกวิชา วิชาไหนไม่ชอบก็ต้องเรียน ทำให้เกิดอาการฝืนใจเรียน ในเมื่อฝืนใจเรียนก็ทำให้เรียนอย่างไม่มีความสุข    เช่น
1.โทมัส เอดิสัน นักประดิษฐ์เอกของโลก เขาคิดค้นหลอดไฟฟ้าและสิ่งประดิษฐ์ต่างๆมากมายเนื่องมาจากเขาต้องเรียนรู้ ศึกษา แก้ปัญหาด้วยตนเอง เขาไม่ได้เรียนหนังสือในระบบมากมายนัก เนื่องจากเขาไม่ชอบเรียนในระบบการศึกษา  ตอนเรียนหนังสือในโรงเรียน เขาสอบได้ที่โหล่ จนพ่อแม่และคุณครูคิดว่าเขาเป็นคนโง่ แต่แท้จริงแล้ว เขาคืออัจฉริยะ ถ้าเราตั้งสมมุติฐานใหม่  ให้โทมัส เอดิสัน เรียนจนจบถึงขั้นปริญญาตรี ทางวิศวกรรมศาสตร์ โลกก็คงมืดมิดอยู่ หลอดไฟฟ้าดวงแรกก็คงไม่เกิด แต่เขาเป็นคนชอบเรียนรู้ด้วยตนเอง ศึกษาด้วยตนเอง เขาไม่เคยยอมแพ้ เขาจึงทุ่มเทเรียนรู้จากประสบการณ์ จากการทดลอง จากการลองผิดลองถูก จนเขาเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก
          2. พี่น้องตระกูลไรต์ ก็เช่นกัน เขาคิดและประดิษฐ์เครื่องบินลำแรกของโลกได้ ซึ่งในขณะนั้นไม่มีโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยใดสอนเกี่ยวกับการประดิษฐ์เครื่องบิน แต่ทั้ง 2 พี่น้อง ก็ช่วยการประดิษฐ์ จนเครื่องบินลำแรกได้เกิดขึ้น ก็เนื่องมาจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง การศึกษาด้วยตนเองของทั้ง 2 นั่นเอง
            3.สตีฟ จอบส์และบิล เกตต์ เขาเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย พวกเขาเรียนได้แค่ปีหรือสองปี เท่านั้นเอง แต่เขาก็ประสบความสำเร็จในการผลิตสินค้าตระกูล I และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ดังนั้น ถ้าพวกเขาไม่ลาออกจากมหาวิทยาลัย พวกเราก็คงอาจไม่ได้ใช้มือถือยี่ห้อ Apple หรือไม่ได้ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ Microsoft ก็ได้
          4.อับราฮัม ลินคอล์น(Abraham |Lincoln) อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เขามีโอกาสเรียนหนังสือในระบบภายในโรงเรียนเพียงแค่ไม่กี่ปี หลังจากนั้นเขาก็ลาออกเนื่องมาจากครอบครัวมีฐานะยากจน เขาต้องช่วยพ่อแม่ทำงาน แต่เขาเป็นคนรักการเรียน เขาจึงเรียนรู้ด้วยตนเอง หาหนังสือมาอ่าน ซึ่งในสมัยของเขามีหนังสือน้อยมาก เขาต้องขี่ม้าไปยืมหนังสือกับคนรู้จัก ต่างรัฐ ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางไกล ด้วยพลังของการศึกษาด้วยตนเอง ด้วยพลังของการเรียนรู้ด้วยตนเองของเขา เขาจึงกลายเป็นนักพูดระดับโลก และเป็นนักการเมืองระดับโลก               

                ดังนั้น ถ้าท่านเรียนไม่จบหรือมีการศึกษาที่ไม่สูงมากนัก ก็อย่าท้อแท้ใจ เพราะบุคคลที่ประสบความสำเร็จในการทำงานหรืออาชีพ พวกเขาจะเรียนรู้ด้วยตนเองอยู่ตลอดชีวิต เพราะ การศึกษาที่แท้จริง ก็คือการศึกษาด้วยตนเอง     

วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2561

ถ้าท่านอยากที่จะประสบความสำเร็จ

หลายคนอยากประสบความสำเร็จ แต่...มีหัวใจเท่ากับหัวไม้ขีดไฟ
โดย..ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก นักพูดและนักเขียน
                บุคคลที่ประสบความสำเร็จในการทำงานในระดับประเทศหรือระดับโลก เขามักเริ่มต้นจากความกล้าก่อนเป็นอันดับแรก  ซึ่งการเริ่มต้นจากความกล้าในที่นี่คือ
                1.กล้าที่จะ Change หรือ กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะพวกเขาทราบดีว่า “ ธรรมชาติของคนเราไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง  แต่คนเราจะเจริญก้าวหน้าได้ ก็ด้วยการเปลี่ยนแปลง”  ถ้าหากว่าท่านเป็นคนหนึ่งที่ต้องการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานในระดับสูง   ท่านต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง เช่น เปลี่ยนแปลงความคิด ทัศนคติในการทำงาน ให้รักงานที่ท่านทำ ให้ชอบงานที่ท่านทำ หรือ การเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานโดยการหาวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น หรือให้งานผิดพลาดน้อยลง
               2.กล้าที่จะนำเสนอ Idea ใหม่ๆหรือกล้านำเสนอความคิดใหม่ๆ  บุคคลที่ประสบความสำเร็จในระดับสูงอย่าง สตีฟ จอบส์ ,    บิล เกตต์  ,  แจ็ค หม่า พวกเขาจะมีความคิดที่แตกต่างไปจากบุคคลโดยทั่วไป ดังนั้นพวกเขาจึงประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ก็เนื่องมาจากความกล้านำเสนอความคิดใหม่ๆ นำเสนอสินค้าใหม่ๆ ให้แก่โลก ให้แก่ผู้บริโภค  
                3. กล้า Action หรือ กล้าลงมือทำ  บุคคลจะประสบความสำเร็จไม่ได้เลยถ้าขาดซึ่งการลงมือทำ สิ่งต่างๆที่คิด ที่จินตนาการ ทุกๆสิ่งที่ต้องการ ถ้าขาดการลงมือทำ ก็ไม่สามารถเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ ดังนั้นจงกล้าที่จะลงมือทำ ลงมือทำ ลงมือปฏิบัติ  ลงมือทำทันที ถ้าท่านต้องการประสบความสำเร็จ 
4.กล้า Imagine หรือ กล้าจินตนาการ  อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกคนหนึ่งได้กล่าวว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ คนธรรมดาโดยทั่วไปในยุคปัจจุบันมักได้เรียนหนังสือกันเกือบทุกคน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการทำงาน  สาเหตุหนึ่งอาจจะมาจากการขาดการจินตนาการ คนปกติธรรมดา มักจะทำอะไรเหมือนคนอื่นๆ ไม่กล้าที่จะลองจินตนาการ ดังนั้น จงกล้าที่จะจินตนาการ  แล้วท่านก็จะเกิดความคิดสร้างสรรค์สิ่งแปลกๆใหม่ๆขึ้น
                5.กล้า Develop หรือ กล้าพัฒนาให้ดีขึ้น  เมื่อลงมือทำไปแล้ว  อาจจะเกิดความผิดพลาด  บุคคลที่ประสบความสำเร็จเขาจะกล้าพัฒนาต่อไป พัฒนาต่อไป จนสำเร็จ เช่น เอดิสัน ระหว่างลงมือประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าดวงแรกของโลก เขาต้องพบกับความผิดพลาดมากกว่าพันครั้ง แต่เขาก็กล้าพัฒนาต่อไป พัฒนาต่อไป จนในที่สุด เขาประสบความสำเร็จในการประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าดวงแรกของโลก   บุคคลโดยคนส่วนใหญ่มักมีหัวใจเท่ากับหัวไม้ขีดไฟ เมื่อพบกับความล้มเหลวเพียงแค่หนึ่งครั้ง สองครั้ง ก็เลิกล้มหรือหยุดเสียแล้ว แต่เอดิสันมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่เขาล้มเหลวมากกว่าพันครั้ง แต่เขาก็พยายามทดลองต่อไป

ดังนั้นหากว่าท่านต้องการประสบความสำเร็จ ท่านต้องมีความกล้าและจงเริ่มต้นด้วยความกล้าเสียก่อน  หลายคนต้องการประสบความสำเร็จแต่มีหัวใจเท่าหัวไม้ขีดไฟ  ไม่กล้า ขี้ขลาด กลัว  ไม่ยอมลงมือทำ  รอโชคชะตาช่วย  ฉะนั้น หากว่าท่านต้องการประสบความสำเร็จท่านจะต้องมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ มีความกล้า  มีความเชื่อมั่นในตนเอง ว่าท่านทำได้ แล้วท่านก็จะทำได้  จงขยายหัวใจของท่านให้ยิ่งใหญ่ขึ้น ถ้าท่านต้องการประสบความสำเร็จ

วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561

คิดแบบเศรษฐี

คิดแบบเศรษฐี ทำแบบมหาเศรษฐี แล้วความร่ำรวยก็จะเข้ามาหาท่าน
โดย..ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก นักพูดและนักเขียน
คนที่จะเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี เขาจะมีวิธีคิด ทัศนคติ และบุคลิกภาพที่แตกต่างจากบุคคลโดยทั่วไป ในบทความนี้ กระผมขอเขียนเกี่ยวกับ วิธีคิด ทัศนคติ การวางเป้าหมาย วิธีการและการลงมือทำของเศรษฐีและมหาเศรษฐี มีดังนี้  
            1.เศรษฐีและมหาเศรษฐี เขาจะมีความคิดว่าตนเองมีสิทธิเป็นเศรษฐีหรือมหาเศรษฐี หรือร่ำรวยได้ ถึงแม้พวกเขาจะเกิดมามีฐานะยากจนก็ตาม โดยพวกเขาจะมีเครื่องมือที่สำคัญก็คือ การเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนทัศนคติ และพวกเขาจะมีความคิดในแง่บวกมากกว่ามีความคิดในแง่ลบ
วิธีหนึ่งที่พวกเขานำเอามาใช้ก็คือ การหมั่นจินตนาการ โดยพวกเขาจะจินตนาการว่า ตนมีนบ้านหลังใหญ่ที่สวยหรู จินตนาการว่าตนขับรถคันใหญ่ราคาแพง จินตนาการว่ามีคนใช้คอยปรนนิบัติรับใช้ ถ้าหากท่านจินตนาการบ่อยๆ ทุกๆวัน วันละหลายๆครั้งหลายๆนาที ก็จะทำให้จิตใต้สำนึกของท่านรับรู้ความรู้สึกนั้นมากขึ้น แล้วก็จะเป็นจริงในที่สุด
อีกทั้งพวกเขายังทำให้เห็นเป็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยพวกเขามักจะตัดภาพรูปรถ รูปบ้านที่พวกเขาต้องการ ติดไว้ในห้องทำงาน ห้องนอน แล้วมองมันทุกวัน หลักการนี้ตรงกับหลักการที่บริษัทฝึกอบรมเกี่ยวกับการขายใช้ในการอบรมนักขาย
 2.เศรษฐีและมหาเศรษฐี เขาจะเป็นนักเขียนเป้าหมายโดยลงมือเขียนเป้าหมายเป็นลายลักษณ์อักษร พวกเขาจะเขียนเป้าหมายบ่อยๆ เพื่อให้เกิดการจดจำในจิตใต้สำนึก โดยเขาจะมีเป้าหมายทั้งเป้าหมายระยะสั้น เป้าหมายระยะกลางและเป้าหมายระยะยาว หรือมีการแบ่งเป้าหมายออกเป็นเป้าหมายรายวัน  เป้าหมายรายเดือน เป้าหมายรายปี เป้าหมาย 3 ปี 5 ปี 10 ปี ถึงแม้เศรษฐีและมหาเศรษฐี บางคนจะไม่มีความฝันว่าตนเองต้องการที่อยากจะทำอะไรหรือต้องการเป็นอะไรก็ตาม แต่ถ้าพวกเขามีเป้าหมาย พวกเขาก็สามารถประสบความสำเร็จได้ เพราะเป้าหมายคือทิศทางในการทำงานของพวกเขา ถ้าไร้ซึ่งเป้าหมายก็เปรียบเสมือนเรือที่ลอยอยู่กลางทะเล เมื่อถูกคลื่นซัดไปทางใด มันก็จะเคลื่อนไปทางนั้น แต่ถ้ามีเป้าหมาย ก็มีทิศทาง  เรือลำนั้นถึงแม้จะเจอคลื่นลม ก็สามารถฝ่าฟันคลื่นลมไปยังฝั่งเป้าหมายได้ 
            3.เศรษฐีและมหาเศรษฐี เขาจะหาวิธีการเพื่อให้เป้าหมายของพวกเขาประสบความสำเร็จ เมื่อมีความคิด ทัศนคติ จินตนาการแล้ว  เมื่อมีเป้าหมายแล้ว พวกเขาจะหาวิธีการต่างๆ ที่หลากหลายเพื่อที่จะทำให้เป้าหมายของพวกเขาเป็นจริง เช่น ปีหน้าพวกเขาต้องการรายได้โดยตั้งเป้าหมายว่าเราจะมีรายได้ 3  ล้านบาท เราจะทำอย่างไร มีวิธีการใดจะได้เงินมา เช่น พวกเขาจะเขียนหนังสือขาย พวกเขาจะขายประกันชีวิต พวกเขาจะทำธุรกิจเครือข่ายหรือพวกเขาจะประกอบธุรกิจ ฯลฯ เพื่อที่จะหาเงินให้มาให้ได้ตามเป้าหมายที่พวกเขาได้วางไว้
            4.เศรษฐีและมหาเศรษฐี เขาจะลงมือทำทันทีหรือ ททท. เมื่อมีความคิด ทัศนคติ จิตนาการแล้ว เมื่อมีเป้าหมายแล้ว เมื่อมีวิธีการแล้ว สิ่งที่สำคัญก็คือ การลงมือทำทันทีหรือ ททท. เพราะถ้าขาดการลงมือทำทันทีหรือ ททท. ถึงแม้จะมีความคิด ทัศนคติที่ดี มีจินตนาการดี มีเป้าหมายที่ชัดเจน มีวิธีการที่สวยหรู ก็ไม่สามารถเป็นจริงได้ จงลงมือทำทันที่หรือททท. ถ้าท่านต้องการประสบความสำเร็จหรือต้องการความมั่งคั่งร่ำรวย
            5.เศรษฐีและมหาเศรษฐี เขาจะตรวจสอบ เช็ค แก้ไข พวกเขาจะรู้จักหยืดหยุ่น ระหว่างลงมือทำทันที่หรือททท. เมื่อเกิดปัญหาต่างๆขึ้นมา พวกเขาก็จะพยายามหาทางออก หรือพยายามปรับปรุงแก้ไข หาวิธีการใหม่ๆหรือแผนการใหม่ๆ เพื่อให้นำไปสู่เป้าหมายได้ง่ายขึ้นหรือรวดเร็วขึ้น
            สำหรับข้อปฏิบัติ แนวความคิดของ เศรษฐีและมหาเศรษฐี ที่พวกเขาได้นำเอาไปใช้ปฏิบัติกันได้แก่
- เขาจะพูดให้กำลังใจ หรือปลุกใจตนเองเป็นประจำ  เช่นพูดชมเชยตนเอง พูดว่าฉันทำได้  ฉันเป็นคนเก่งที่สุด ฉันเยี่ยมที่สุด เป็นต้น
- เขาจะทำงานอย่างสนุกและเป็นสุขกับการทำงาน เศรษฐีและมหาเศรษฐี พวกเขาจะรักงานที่พวกเขาทำ และจะเลือกทำงานที่พวกเขารัก และมีความสนุกที่ได้ทำงาน  
- เขาจะทำงานให้เกินเงินเดือน กล่าวคือ เขาจะเป็นคนขยันทำงาน เขาจะทำงานได้มากกว่าบุคคลโดยทั่วไป อีกทั้งเขาจะเรียนรู้งานต่างๆ พวกเขาจะเป็นคนที่ชอบศึกษาหาความรู้ใหม่ๆที่เกี่ยวข้องกับงานของพวกเขาอยู่ตลอดเวลา
- เขาจะมีแนวคิดคือ การใช้เงินหรือระบบทำงานแทน เช่น มีแนวคิดจะลงทุนในหุ้น ลงทุนในที่ดิน ลงทุนในระบบธุรกิจเครือข่าย เป็นต้น คนที่จะเป็นเศรษฐีและมหาเศรษฐี  ส่วนใหญ่ พวกเขามักจะมีแนวความคิดที่จะใช้เงินลงทุน กล่าวคือ ใช้เงินต่อเงิน หรือใช้เงินไปหาเงินให้มีเพิ่มมากขึ้น โดยพวกเขาจะเลือกฝากเงินกับธนาคารให้น้อยที่สุดเพราะพวกเขาทราบดีว่า ดอกเบี้ยที่จะได้รับจากสถาบันการเงินน้อยมากเมื่อเทียบกับการนำเงินไปลงทุน ถึงแม้จะมีความเสี่ยงต่อการขาดทุนก็ตาม
ดังนั้น  หากท่านต้องการเป็นเศรษฐี  มหาเศรษฐี ต้องการที่จะร่ำรวยมั่งคั่ง  มีฐานะดี ท่านควรหาต้นแบบ ท่านควรศึกษา แนวคิดของบรรดาเศรษฐีและมหาเศรษฐี ว่าเขาลงทุนอะไร เขามีวิธีการลงทุนอย่างไร ถึงได้เกิดความร่ำรวยขึ้น เมื่อศึกษาจากคนต้นแบบแล้วจงเริ่มลงมือทำตามบุคคลต้นแบบ ก็จะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะนำพาท่านให้ประสบความสำเร็จในการเป็น เศรษฐีและมหาเศรษฐีคนต่อไปในอนาคต



วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561

ถ้า อยากเจริญก้าวหน้าในที่ทำงาน

5 สิ่งที่ควรทำ ถ้า อยากเจริญก้าวหน้าในที่ทำงาน
โดย..ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก นักพูดและนักเขียน

            ถ้าท่านอยากเจริญก้าวหน้าในที่ทำงาน ในบทความนี้มีคำตอบ ท่านสามารถเจริญก้าวหน้าในที่ทำงานได้ ถ้าท่านปฏิบัติตัวดังนี้ 
            ๑.จงหาความรู้อยู่ตลอดเวลา ทั้งความรู้ในเชิงกว้างและความรู้ในเชิงลึก จงรอบรู้และจงรู้ลึก บุคคลที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน เขาจะเป็นนักเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ดังคำพูดของสตีฟ จอบส์ ได้กล่าวไว้ในสุนทรพจน์ที่พูดให้นักศึกษาจบใหม่ว่า “ จงหิวกระหายที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา” หลายคนเรียนจบปริญญาตรีแล้ว คิดว่าจบการศึกษาแล้ว แต่แท้ที่จริงแล้ว บุคคลที่ต้องการประสบความสำเร็จในการทำงานต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เรียนรู้อยู่ตลอดชีวิต
            2.จงเป็นนักคิดริเริ่ม คิดสร้างสรรค์ บุคคลที่ประสบความสำเร็จในอาชีพในระดับสูง มักจะเป็นคนที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ๆอยู่เสมอ ดังตัวอย่างเช่น เอดิสัน นักประดิษฐ์เอกของโลกเขามีสินค้าหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆออกสู่ตลาดอยู่เสมอ รวมผลงานทั้งหมดมากกว่า 1,000 ชิ้น ซึ่งสินค้าเหล่านี้ได้สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้แก่เขา ฉะนั้น ถ้าท่านอยากร่ำรวยและอยากประสบความสำเร็จในระดับประเทศไทยหรือระดับโลก ท่านต้องคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ
            3.จงเป็นคนทำงานอย่างกระตือรือร้น รวดเร็ว ทันใจ บุคคลที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มักเป็นคนที่ทำงานอย่างกระตือรือร้น เมื่อเจ้านายมอบหมายงานก็จะทำให้เสร็จได้อย่างรวดเร็ว มีความทันสมัยกล่าวคือ มีความสามารถในการประยุกต์เทคโนโลยีต่างๆเข้าช่วยในการทำงาน เช่น ใช้คอมพิวเตอร์ ระบบอินเตอร์เน็ต ระบบสารสนเทศ โทรศัพท์มือถือ เข้าช่วยในการทำงาน มีความทันเหตุการณ์ กล่าวคือเป็นนักติดตามข้อมูลข่าวสารอะไรใหม่ๆอยู่เสมอ เมื่อเจ้านายถามถึงสภาวะการตลาด การแข่งขัน เศรษฐกิจ การเมือง สามารถตอบได้อย่างมั่นใจ แต่ตรงกันข้ามบุคคลที่ไม่ประสบความสำเร็จในการทำงาน พวกเขามักทำอะไร เชื่องช้า ขาดความกระตือรือร้น ไม่ทันใจ
            4.จงมีมนุษยสัมพันธ์ สร้างความร่วมมือ ความสามัคคีและรู้จักทำงานเป็นทีม  คนที่ประสบความสำเร็จมักเป็นคนที่ให้ความร่วมมือในการทำงาน เราลองสังเกตเศรษฐีหรือมหาเศรษฐี เขาไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ ต้องมีลูกน้อง ยิ่งถ้าอยากร่ำรวยหรือประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ก็ต้องมีลูกน้องเก่งๆ ช่วยงานเป็นจำนวนมาก ดังเช่นบริษัทใหญ่ๆในระดับประเทศและระดับโลก ดังนั้งจงมีมนุษยสัมพันธ์ในการทำงาน และเรียนรู้การทำงานเป็นทีม
            5.จงเป็นคนที่รับผิดรับชอบในหน้าที่การทำงานของตนเอง คนที่ประสบความสำเร็จมักเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูง เขากล้าที่จะตัดสินใจ และเมื่อตัดสินใจผิดพลาด เขาก็จะยอมรับความผิดพลาดนั้นโดยไม่มีข้อแก้ตัว อีกทั้งยังเป็นคนที่รักษาคำพูด การแสดงความรับผิดชอบของเขาจึงทำให้เป็นที่เคารพและศรัธทาแก่ผู้พบเห็นรวมไปทั้งเจ้านายและลูกค้าก็เกิดความไว้วางใจ เชื่อมั่น
            ดังนั้น 5 สิ่งที่ควรทำ ถ้า อยากเจริญก้าวหน้าในที่ทำงาน ที่กระผมได้กล่าวมาข้างต้นนี้ ถ้าท่านนำเอาไปปฏิบัติกระผมเชื่อว่า ท่านจะเป็นคนหนึ่งที่จะทำงานได้อย่างก้าวหน้าและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน