วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2565

2 ส. สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง

 

2 ส. สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

www.drsuthichai.com

              สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งมีหลากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหลักเกิดจาก 2 ส. อันได้แก่

              1.สารพิษ ประกอบไปด้วยทางด้านร่างกายโดยส่วนใหญ่ได้รับจากภายนอก เช่น การสูบบุหรี่, การดื่มสุรา , การได้รับรังสี , สารเคมี ,ยาฆ่าแมลง,เครื่องสำอาง,ควันจากท่อไอเสีย,ยาเสพติด,สารพิษจากอาหาร ฯลฯ

                            ส่วนสารพิษที่เกิดจากภายใน เช่น อารมณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ความเครียด อารมณ์โกรธ เกลียด การรีบเร่ง กังวลใจ ไม่สบายใจ เศร้า ทุกข์ หรือรู้สึกไม่ดีกับบางสิ่งบางอย่าง  จะส่งผลให้ภูมิคุ้มกันต่ำ นอนไม่หลับ ไม่สบาย

              2.สารอาหาร ประกอบด้วย พฤติกรรมการกินเนื้อสัตว์ประเภทปิ้งย่าง อาหารทอด อาหารไขมันสูง หรือรับประทานอาหารซ้ำ ๆ อาหารสุกๆดิบๆ อีกทั้งยังขาดสารอาหารโดยเฉพาะพวกวิตามิน แร่ธาตุที่มีในผักและผลไม้ ซึ่งทำให้เกิดโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคอ้วน โรคไขมันในเลือด เกิดการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย พยาธิ และขาดการออกกำลังกาย ส่งผลให้เกิดความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน จนทำให้เกิดโรคมะเร็งในที่สุด

              โรคมะเร็งคือ เซลล์ในร่างกายเกิดอาการผิดปกติ ซึ่งความผิดปกติของเซลล์นั้น จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จนเป็นก้อนเนื้อที่มีการลุกลามใหญ่ขึ้น ซึ่ง จะลุกลามไปในเซลล์อื่น ๆ ของร่างกาย โดยผ่านระบบเลือดและระบบทางเดินน้ำเหลือง ซึ่งความผิดปกติเหล่านี้ สามารถเกิดขึ้นได้กับอวัยวะสำคัญหลาย เช่น ปอด, ตับ, ไต, สมอง, ไขกระดูก ฯลฯ ซึ่งเซลล์มะเร็งมีอยู่หลายชนิด

              ดังนั้น วิธีการรักษา ควรแก้ไขที่สาเหตุ ว่าโรคมะเร็งของเราเกิดจากสาเหตุใด

              1.สารพิษ เราก็ควรมีการถอนพิษออกจากร่างกาย และหลีกเลี่ยง การรับสารพิษเพิ่มขึ้น เช่น ไม่สูบบุหรี่, ไม่ดื่มสุรา , งดใช้ยาฆ่าแมลง,เครื่องสำอาง,หลีกเลี่ยงการสูบควันจากท่อไอเสีย,ไม่เสพยาเสพติด,หลีกเลี่ยงการบริโภคสารพิษจากอาหาร ฯลฯ

              ส่วนสารพิษที่เกิดจากภายใน เราก็ควรนั่งสมาธิ ทำจิตใจ ให้มีความสุข ลด ละ เลิก อารมณ์ต่างๆ ที่ทำให้เกิดพิษจากจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ความเครียด อารมณ์โกรธ เกลียด การรีบเร่ง กังวลใจ ไม่สบายใจ เศร้า ทุกข์ หรือรู้สึกไม่ดีกับบางสิ่งบางอย่าง  ซึ่งส่งผลให้ภูมิคุ้มกันต่ำ นอนไม่หลับ ไม่สบาย

              สำหรับการถอนพิษออกจากร่างกาย เราสามารถทำได้หลายรูปแบบ แต่ที่เขานิยมกัน มีดังนี้

การทำ Detox ทางลำไส้  มีคนถามว่า  การสวนล้างลำไส้ คืออะไร?

การสวนล้างลำไส้ (Colon Detox) คือ การสวนล้างลำไส้ ผ่านทางทวารหนัก ซึ่งอาจจะใช้น้ำเปล่าบริสุทธิ์หรือน้ำย่านางหรือน้ำกาแฟ เพื่อล้างพิษโดยหรือเพื่อขจัดสารพิษหรือของเสียที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเมือกที่เกาะตามผนังลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นสาเหตุของการก่อให้เกิดโรคต่างๆ มากมาย เช่น โรคมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเองหรือภูมิแพ้เรื้อรัง รวมถึงการเหนื่อยล้า หมดแรง ไม่สบาย ป่วย  โรคผิวหนัง โรคลำไส้ โรคตับ โรคทางเดินอาหาร อีกทั้งยังทำให้การขับถ่ายผิดปกติ เช่น ท้องผูก ท้องเฟ้อเป็นประจำ อาหารไม่ย่อย ถ่ายไม่เป็นเวลา  เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้ที่สวนล้างลำไส้ ควรคำนึงถึง เมื่อเราสวนล้างลำไส้ ก็จะทำให้จุลินทรีย์หรือแบคทีเรีย ที่ดีและไม่ดีและ จุลินทรีย์หรือแบคทีเรียที่ไม่มีประโยชน์ใดๆ ออกมาด้วย ผู้สวนล้างลำไส้ จึงต้องกิน จุลินทรีย์หรือแบคทีเรียที่ดีเข้าไปแทนที่เพื่อจัดระเบียบ จุลินทรีย์หรือแบคทีเรีย ในลำไส้ใหญ่ใหม่ (มีมากในโยเกิร์ตและอาหารประเภทหมักดองบางชนิด แต่ในนิยมกันก็คือโยเกิร์ต เนื่องจากโยเกิร์ตมีโพรไบโอติกส์ แบคทีเรียชนิดดีต่อลำไส้และระบบย่อยอาหาร ทำให้กระตุ้นระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย พร้อมทั้งโพรไบโอติกส์ยังจะช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ ส่งผลให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น)

2.สารอาหาร ผู้ป่วยโรคมะเร็งควรกินอาหารให้หลากหลายโดยเฉพาะ ผักและผลไม้ และควรงดหรือลดอาหารประเภท เนื้อสัตว์ ไม่ว่าจะปิ้ง ย่าง ทอด ต้ม ควรลดหรือควรงด ถ้าหากงดหรืออดไม่ได้ ควรกินเนื้อปลาจะดีกว่า

ส่วนผักและผลไม้มีประโยชน์ มากมายกับร่างกายของเราโดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งต้องกินให้มากและหลากหลาย เพราะผักและผลไม้เป็นแหล่งสะสมของวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดและใยอาหาร คนที่กินผักและผลไม้มากๆจะมีอายุยืนยาว เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นตัวช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งและโรคอื่นๆอีกหลายโรค อีกทั้งยังช่วยเสื่อมของอวัยวะต่าง ๆ ที่อยู่ภายในร่างกาย การรับประทานผักผลไม้เป็นประจำจะช่วยทำให้ระบบขับถ่ายสามารถทำงานได้เป็นอย่างดี

ผักผลไม้บางชนิด เช่น กล้วย แอปเปิ้ล มะละกอ ผักสลัด ถั่ว หน่อไม้ฝรั่ง อะโวคาโด เป็นต้น ช่วยในการลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดี  และ ผักผลไม้บางชนิด ช่วย เสริมสร้างความจำ และเป็นอาหารสมองได้เป็นอย่างดี บำรุงระบบประสาท ช่วยบำรุงสายตา เนื่องจากผักผลไม้บางชนิดจะมีวิตามินสูง การรับประทานผักผลไม้บางชนิดช่วยทำให้ผิวพรรณของคุณดูสวยงามขึ้น

ดังนั้น ใครที่ไม่อยากเป็นโรคมะเร็งหรือใครที่เป็นโรคมะเร็งแล้ว หากต้องการรักษาโรคมะเร็ง ควรให้ความสำคัญกับเรื่องของ 2 ส.ที่เป็นต้นเหตุของโรคมะเร็ง ควรลดการนำเอาสารพิษเข้าไปในร่างกายไม่ว่าสารเคมี รวมทั้งสารพิษที่เกิดจากภายใน อีกทั้งควรเอาสารพิษออกจากร่างกายให้มากที่สุดและควรเพิ่มสารอาหาร โดยเฉพาะพวกผักและผลไม้ เข้าไปในร่างกายให้มากขึ้น โดยพยายามกินให้หลากหลาย



ผู้ป่วยมะเร็ง...หัวใจเท่าหัวไม้ขีดไฟ

 

ผู้ป่วยมะเร็ง...หัวใจเท่าหัวไม้ขีดไฟ

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

www.drsuthichai.com

              คนส่วนใหญ่ เมื่อรับทราบจากหมอว่า ตัวเองป่วยเป็นโรคมะเร็ง คงไม่ต้องบอก ผู้ป่วยส่วนใหญ่ตกใจ บางคนทำใจไม่ได้ คิดว่า ตนเองต้องตายแน่ๆ เพราะทราบจากสื่อต่างๆหรือจากการได้ยินได้ฟังว่า ผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ส่วนใหญ่จะไม่รอดชีวิต ซึ่งการรักษาหรือบำบัดโรคมะเร็งนั้น เรื่องของจิตใจ ผู้ป่วยจะต้องมีความคิด ตรงกันข้าม ผู้ป่วยจะต้องใจนักเลง คือ ไม่กลัวมะเร็ง ไม่กลัวตาย เพราะถ้าเรายิ่งกลัวโรคมะเร็ง หรือกลัวตาย โรคมะเร็ง ก็จะยิ่งลุกลาม จนกระทั่งสูญเสียชีวิตในที่สุด

              กำลังใจจึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ไม่สำคัญว่าจะเป็นระยะไหน เพราะบางคนเป็นระยะ 4 (ระยะสุดท้าย)ก็มีโอกาสรอดถ้ามีจิตใจที่เข้มแข็ง แต่ตรงกันข้ามผู้ป่วยมะเร็งระยะ 1 หรือระยะแรก หลายคนหัวใจเท่ากับหัวของไม้ขีดไฟ ก็ตายไปมากต่อมาก เพราะทำใจไม่ได้  กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เครียด คิดมาก กังวลมาก

              การรักษาโรคมะเร็งจึงต้องมีการปรับ Mindset หรือความคิด ของผู้ป่วยเสียก่อน ผู้ป่วยจะต้องคิดว่าตนเองต้องรอดชีวิต ต้องรอดชีวิต ต้องรอดชีวิต แล้วหาแรงจูงใจว่า จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไรหรือเพื่อใคร เช่น เพื่อลูก เพื่อพ่อแม่ เพื่อสามี เพื่อภรรยา เป็นต้น

              อีกทั้งควรหาตัวอย่างหรือกรณีศึกษา ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งที่เขารักษาหาย และอยู่รอดปลอดภัย เพื่อสร้างเสริมกำลังใจให้กับตนเอง ส่วนผู้ป่วยที่มีหัวใจเท่ากับมดส่วนใหญ่ จะมองหาผู้ป่วยโรคมะเร็ง ที่มีการเสียชีวิต มองไปทางนี้ คนนี้ก็ตาย มองไปทางโน้น คนโน้น ก็ตาย กล่าวคือ มองไปทางไหนก็มีแต่ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ตาย อย่างนี้โอกาสที่จะรอดชีวิตก็คงจะยากขึ้น เพราะกำลังใจตกลงทุกๆวัน อีกทั้งตนเองก็ต้องคิดว่า ตนเองก็คงไม่รอดชีวิตเช่นเดียวกับคนอื่นๆ

              ดังนั้น จงรักษาจิตใจ จงยอมรับกับความจริง หากท่านป่วยเป็นโรคมะเร็ง จงสนุกกับการใช้ชีวิต อีกทั้งจงมองโลกในแง่บวก  อย่าไปกลัวมัน จงอยู่อย่างมีความสุข จงกำจัดความเครียดทุกชนิด เพราะความเครียดเป็นสาเหตุสำคัญของโรคต่างๆ พยายามหัวเราะเข้าไว้

                จากงานวิจัย ได้มีการสังเกตและมีการสัมภาษณ์ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ว่า ก่อนเป็นโรคมะเร็ง ผู้ป่วยมีอาการอย่างไร คำตอบที่ได้รับจากผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งส่วนใหญ่ ก็คือ  เครียด ซึมเศร้า นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ไม่ค่อยสบายในจิตใจ  ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีสาเหตุมาจากจิตใจเกือบจะทั้งสิ้น

                  สำหรับการรักษาหรือบำบัดโรคมะเร็ง โดยส่วนตัวของกระผม ควรทำแบบองค์รวม มีดังนี้

              1.เริ่มที่จิตใจของผู้ป่วยต้องมีความเข้มแข็ง ไม่กลัวโรคมะเร็ง ไม่กลัวตาย มีสติ ไม่เครียด ไม่กังวล ไม่คิดอกุศลต่างๆ

              2.โภชนาการบำบัด การปรับเรื่องของอาหารการกิน ไม่รับประทานอาหารของมะเร็ง ไม่ทานอาหารที่ทำให้เซลล์ดีๆ เช่น เม็ดเลือดขาวเกิดความอักเสบหรือเกิดความเสื่อม ควรรับประทาน ผักผลไม้ ให้มากขึ้น โดยเฉพาะผัก(ปลอดสารพิษ) กินให้มากขึ้น กินให้มีความหลากหลาย กินผลไม้รองลงมาก (ไม่ควรกินผลไม้ที่มีรสหวานจัดและควรปลอดสารพิษ)

              3.ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ให้หลับมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเวลา 4 ทุ่ม ถึง ตี 2 เป็นช่วงเวลาทองของการนอนหลับ จงหลับอย่างมีประสิทธิภาพ

              4.นั่งสมาธิ สวดมนต์  เพื่อทำให้จิตใจให้เกิดความสบาย ซึ่งสามารถช่วยส่งเสริมการบำบัดและรักษาในข้อที่ 1

                  5.ออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายเกิดความแข็งแรง

              6.มีการดีท็อกซ์ เอาสารพิษออกจากร่างกาย (กรณีที่รับคีโมหรือฉายแสงยังไม่ควรทำ) แต่หลังจากการรักษาโรคมะเร็งหายแล้ว ค่อยทำ ส่วนคนที่ไม่รับการรักษาตามแพทย์แผนปัจจุบัน ก็ควรรีบทำให้เร็วที่สุด เนื่องจากในร่างกายของผู้ป่วยโรคมะเร็งมีสารพิษมากจึงต้องรีบกำจัดออกให้เร็วที่สุด

              7.ดื่มน้ำ​บริสุทธิ์​วันละ 8 แก้วสำหรับคนปกติ และดื่ม 10 แก้วสำหรับคนป่วยโรคมะเร็ง

                  8.ออกไปตากแดดบ้างเป็นบางครั้ง เพื่อรับวิตามิน D. อย่างน้อยวันละ 10-20 นาที และ สูด​อากาศ​บริสุทธิ์​ อากาศสะอาดนอกบ้าน เพื่อรับออกซิเจนจากธรรมชาติ

              ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้ ภูมิต้านทานของผู้ป่วยโรคมะเร็งมีเพิ่มขึ้น  อีกทั้งยังช่วยเพิ่ม T-cell และ Nk-cell ซึ่งเป็นเซลล์ที่ช่วยในการกำจัดและยับยั้ง เซลล์มะเร็ง อีกประการหนึ่ง เราต้องยอมรับก่อนว่า เราทุกคนมีเซลล์มะเร็งในร่างกาย แต่เรามีเซลล์ดีๆ เช่น เซลล์เม็ดเลือดขาว T-cell และ Nk-cell ค่อยกำจัดและยับยั้งเซลล์มะเร็ง แต่สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง เซลล์ดีๆ เหล่านี้ ได้เกิดการอ่อนแอและเกิดความบกพร่อง  จึงไม่สามารถไปกำจัดและยับยั้งเซลล์มะเร็ง เหมือนอย่างคนปกติ หรือ เหมือนในอดีตได้

              ดังนั้น การปฏิบัติรักษาและการบำบัดแบบองค์รวม จะทำให้เซลล์ดีๆ เซลล์เม็ดเลือดขาว T-cell และ Nk-cell เกิดความเข้มแข็ง และแข็งแรง แล้วสามารถไปกำจัดและยับยั้งเซลล์มะเร็ง ได้เหมือนกับร่างกายของผู้ป่วยโรคมะเร็งแบบในอดีตที่ผ่านหรือเหมือนคนปกตินั้นเอง



             

             

สารพฤกษเคมี ต้านมะเร็ง

 

อินทรียสารและสารพฤกษเคมี ต้านมะเร็งและชะลอวัย

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

www.drsuthichai.com

อินทรียสารและสารพฤกษเคมี มีมากในพืช เนื่องจากพืชจะอุดมด้วยใยอาหาร วิตามิน เกลือแร่ แล้ว พืชยังมีสารอาหารที่ นักวิทยาศาสตร์ เรียกว่า สารพฤกษเคมี (phytochemical) หรือ อินทรียสาร ซึ่งมีอยู่ในพืชหลากหลายชนิดที่มีอยู่ตามธรรมชาติ

อินทรียสารและสารพฤกษเคมี มีมากในเนื้อเยื่อใต้เปลือกหุ้มเมล็ด ในใจผัก และในเมล็ดพันธุ์ เป็นต้น ดังนั้นการกินผักสดและผลไม้สด จึงสามารถต้านเซลล์มะเร็งและช่วยชะลอความเสื่อมของวัยและร่างกายของเราได้  แต่ทั้งนี้ เวลาทานผักและผลไม้ เราคงต้องคำนึงถึงอะไรหลายอย่าง เช่น ผักและผลไม้ มีสารพิษปนมาหรือไม่ เพราะกระบวนการผลิตในปัจจุบันต้องใส่ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง อีกทั้ง กระบวนการทำอาหารหรือปรุงอาหารในปัจจุบัน ต้องทำให้สุกและต้องผ่านความร้อน จึงทำให้ เอนไซม์ วิตามิน เกลือแร่ สารอาหาร ตลอดจนอินทรียสารและพฤกษเคมีต้องสูญเสียและลดน้อยลงไปด้วย

การกินผักและผลไม้สด ปลอดสารพิษจึงเป็นหัวใจที่สำคัญในการป้องกัน รักษาโรคมะเร็งและโรคอื่นๆ รวมทั้งช่วยซ่อมแซมเซลล์ต่างๆของร่างกาย การกินผักและผลไม้ ที่ปลอดสารพิษ โดยการนำมาสกัดเย็นหรือนำมาปั่น อย่างน้อยวันละ 4-6 แก้ว จะทำให้เซลล์ต่างๆในร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น สำหรับผู้ที่กำลังเจ็บป่วย อีกทั้งยังช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคต่างๆให้มีความแข็งแรงยิ่งขึ้นอีกด้วย

สำหรับการเลือกกินผักและผลไม้ เราควรมีความรู้และทำความเข้าใจในการเลือกกินผักและผลไม้ เพราะเราไม่สามารถกินผักและผลไม้ได้ทุกชนิด เพราะบางชนิด มีประโยชน์ต่อร่างกาย ต่อการรักษาโรค แต่ ผักและผลไม้บางชนิด มีพิษต่อร่างกาย อีกทั้งร่างกายของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน  เช่น หลายคนเป็นโรคเบาหวาน ก็ไม่ควรกิน ผลไม้ที่มีรสหวานจัดบ่อยๆ หรือ เราควรกินผักและผลไม้ที่มีวิตามิน C สูง ในช่วงที่เราเป็นโรคหวัดหรือโรคมะเร็ง เพราะจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน

แต่โดยรวม เราควรกินผักผลไม้ ให้หลากหลาย และหลายหลากสี อีกทั้งควรกิน ธัญพืชเต็มเมล็ด ถั่วและผลไม้เปลือกแข็ง เมื่อเรารู้ว่า ผักและผลไม้ รวมทั้งธัญพืช ดีอย่างนี้ พ่อแม่ทุกคน ควรปลูกฝังให้ลูกๆ กินผักผลไม้ให้เยอะขึ้น อีกทั้งควรลดอาหารที่เป็นพิษต่อร่างกายหรือทำให้ร่างกายเสื่อม กล่าวคือให้กินน้อยลงหรือให้ลดอาหารต่างๆที่ทำให้ร่างกายเสื่อม เช่น อาหารแปรรูป,อาหารที่มีไขมันสูง,อาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์, อาหารที่ปรุงด้วยการ ปิง ย่าง ทอด ควรบริโภคให้น้อยลงหรือลดจำนวนลง

ทั้งนี้ แนวคิดการกินผักผลไม้ต้านมะเร็ง มีมานานแล้ว และในยุคปัจจุบันทำได้สะดวก สบายกว่าในอดีต เพราะเรามีตู้เย็น ตู้เย็นจะทำให้เราทุกคนกินผักผลไม้สดๆ ได้ทุกวัน เคยมีงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา สมัยหนึ่ง คนอเมริกาตายด้วยโรคมะเร็งกันมาก เนื่องจากคน อเมริกา ทาน เนื้อปิ้ง เนื้อทอดกันมาก ดูได้จากการทานสเต็กในอดีต จะไม่มีผักในจานของสเต็ก เลย ต่อมามีการใส่ผักสด ลงไปในสเต็ก ผลปรากฏว่า จำนวนคนป่วยเป็นโรคมะเร็งในสหรัฐอเมริกา มีจำนวนที่ลดลง โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารและมะเร็งกระเพาะอาหาร

โดยสรุป เราสามารถกินหรือทานอาหารให้เป็นยาก็ได้ หรือ กินหรือทานอาหารให้เป็นพิษแก่ร่างกายก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกกินหรือเลือกทาน อะไร เข้าไป เพราะทุกคำที่เราทาน จะช่วยให้สุขภาพของเราแข็งแรงขึ้น หรือ ทุกคำที่เราทาน อาจทำให้สุขภาพของเราอ่อนแอลงหรือเป็นโรคต่างๆได้



วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

Digital Marketing การตลาดออนไลน์

 

Digital Marketing การตลาดออนไลน์

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก

www.drsuthichai.com

ปัจจุบัน บทเรียนสอน Digital Marketing หรือ การตลาดออนไลน์ เป็นที่นิยมกันมาก และนักการตลาดที่ต้องการเป็นนักการตลาดมืออาชีพ ไม่ควรละเลยที่จะเรียนรู้ ซึ่งเครื่องมือที่จะทำการตลาด Digital Marketing และ การตลาดออนไลน์ ก็จะมีมากมายเช่น Google Analytics , เครื่องมือในการทำ SEO (SEO Tool),เครื่องมือสำหรับการสร้างโฆษณา (Advertising Technology และ  Affiliate Marketing) ,Facebook Business Manager, LINE Ads, WordPress, YouTube, Canva, Active Campaign, Hubspot, Facebook, Instagram, TikTok ฯลฯ

เราจะเห็นได้ว่า เครื่องมือต่างๆในการทำการตลาด Digital Marketing หรือ การตลาดออนไลน์ มีมากมาย นักการตลาดมืออาชีพ ต้องเรียนรู้และศึกษา ทำความเข้าใจเพื่อที่จะนำเอาไปใช้ประโยชน์ในงานด้านการตลาดของตนเอง

สำหรับบทความนี้ เราจะมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน  Digital Marketing หรือ การตลาดออนไลน์ อย่างง่ายๆ เริ่มจาก

Data Marketing คือ การทำการตลาดโดยการวิเคราะห์ ตีความจากข้อมูล หรือการอ้างอิง โดยนำข้อมูลมาต่อยอดหรือนำข้อมูลมาใช้ เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน อีกทั้งยังช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ กับลูกค้า และเพิ่มคุณค่าของแบรนด์ ดังนั้น ข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลจึงมีความสำคัญ ในการทำการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์

Data Marketing มีความสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้นักการตลาดเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้า จำนวนลูกค้า คาดเดา และสามารถวางแผนกลยุทธ์การตลาดเพื่อที่จะตอบโจทย์ลูกค้าได้ดีขึ้น ซึ่งนำไปสู่ยอดขาย รายได้ และการเจริญเติบโต นักการตลาดมืออาชีพเมื่อมีข้อมูลแล้ว ควรฝึกตั้งคำถาม เช่น 1.เราต้องการข้อมูลอะไรเพื่อนำเอาไปใช้งาน ? เช่น ข้อมูลพื้นฐาน เพศ อายุ รายได้ พฤติกรรมของลูกค้า ความสนใจ ความชอบของลูกค้า  2.เรามีข้อมูลอะไรบ้างในตอนนี้ ? จะทำให้เราไปหาข้อมูลไม่ซ้ำกับข้อมูลที่เรามีมาแล้ว เพื่อป้องกันการทำงานที่ซ้ำซาก3.เราต้องการข้อมูลอะไรเพิ่มเติม ? เพื่อกักการหลงลืมและเพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน ควรพิจารณาในการดูว่าข้อมูลส่วนไหนที่เราต้องการเพิ่มอีก 4.พิจารณาและวิเคราะห์ดูว่าข้อมูลส่วนไหนที่ขาดความน่าเชื่อถือก็ให้ตัดออกให้คงเหลือแต่ข้อมูลที่สำคัญจริงๆเพื่อนำเอามาวิเคราะห์ ซึ่งต้องอาศัยการวิเคราะห์เป็นระบบหรือการคิดอย่างเป็นระบบ ดังนั้น นักการตลาดมืออาชีพ ควรต้องฝึกฝนทักษะด้านการวิเคราะห์และการหาข้อมูล หรือData เพื่อนำเอามาใช้

ทักษะสำคัญที่ Data-Driven Marketer ควรมี เช่น

1.การคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) นักการตลาดมืออาชีพจะมองแค่ส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ หรือ จะเอาข้อมูลเพียงแค่ส่วนเดียวมาใช้ก็ไม่ได้ นักการตลาดอาชีพ ควร มีความคิดเชิงระบบ  ควรฝึกคิดแบบองค์รวม และมีความเชื่อมโยงกันระหว่างองค์ประกอบ ย่อยอย่างสมเหตุสมผล

2.การคิดเชิงสร้างสรรค์เป็นกระบวนการจินตนาการ ที่นักการตลาดควรมี เพื่อทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ หรือนำเสนอสิ่งใหม่ๆเข้าสู่ตลาด เพื่อความเป็นผู้นำและความได้เปรียบในการแข่งขัน

3.การคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) นักการตลาดต้องหาวิธีการหรือทางเลือกที่ดีที่สุด และทำให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการหรือเป้าหมายที่วางเอาไว้

4.การคิดเชิงออกแบบ หรือ Design Thinking  คือ นักการตลาดต้องมีกระบวนการทำความเข้าใจปัญหาของลูกค้าหรือผู้บริการหรือผู้บริโภค โดยการนำเสนอสินค้าหรือผลิตภัณฑ์หรือบริการ เพื่อนำเอาไปแก้ไขหรือแก้ปัญหาให้กับลูกค้า

5.การคิดเชิงวิเคราะห์ คือ นักการตลาดต้องใช้ความคิดในการจำแนกและการแจกแจงองค์ประกอบต่างๆ ของข้อมูลหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อหาความสัมพันธ์ในเชิงเหตุและผล ระหว่างองค์ประกอบและปัจจัยต่างๆ เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของสิ่งที่เกิดขึ้น

6. การคิดเชิงตรรกะ (Logical Thinking)  นักการตลาดต้องให้ความสำคัญกับเหตุผลที่แท้จริง การคิดเชิงตรรกะจึงเป็นความคิดแบบ “การตัดสินใจแบบมีเหตุผลรองรับ”

7.การคิดเชิงประยุกต์ คือ นักการตลาดต้องนำบางสิ่งมาประยุกต์ใช้หรือทำประโยชน์โดยการปรับใช้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งอาจต้องอาศัย แนวความคิด ทฤษฎี หลักการและประสบการณ์ของตนเอง

8.การคิดเชิงมโนทัศน์ (conceptual thinking) คือ นักการตลาดต้องมีกระบวนการในการใช้ความสามารถของสมอง (สติปัญญา) เพื่อจัดการจำแนก จัดหมวดหมู่ และเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดอย่างเป็นระบบ เป็นความที่รวบยอด

9.การคิดเชิงเปรียบเทียบคือนักการตลาดต้องมีกระบวนการในการคิดแบบเปรียบเทียบ ของสองสิ่งหรือหลายสิ่ง ว่ามีความต่างกันอย่างไร เช่น ข้อดี ข้อเสีย ข้อเด่น ข้อด้อย ฯลฯ(ลักษณะที่แตกต่างกันของสิ่งสองสิ่งหรือหลายสิ่งว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร)

10.การคิดเชิงอนาคต คือนักการตลาดต้องมีความสามารถในการคาดเดา แนวโน้ม พยากรณ์สิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยอาศัย ข้อมูล หลักการ เหตุผล ข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความแม่นยำมากที่สุด

11.การคิดเชิงบูรณาการ คือ นักการตลาดต้องมีการมองการตลาดแบบองค์ประกอบรวมหรือควบถ้วน โดยมองแกนกลางหรือปัญหาที่แท้จริงก่อนจากนั้นให้หาปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

12.การคิดเชิงสังเคราะห์ คือ นักการตลาดต้องมีการคิดที่นำองค์ประกอบของสิ่งของ หรือ แนวคิดหรือหลักวิชาการที่แตกต่าง หลากหลาย หรือมีอยู่อย่างกระจัดกระจายมารวม เพื่อประมวลแล้วคิดสังเคราะห์ออกมา

สรุป การคิดมีความสำคัญเป็นอย่างมากของนักการตลาด เพราะการคิดช่วยให้นักการตลาดมองเห็นภาพรวม มองเห็นปัญหา มองเห็นสิ่งต่างๆ เพื่อที่จะนำเอามาใช้ในงานของตนเอง ซึ่งความคิดมีหลากหลาย นักการตลาดตลาดที่ดี ไม่ควรมีความคิดเพียงด้านใดด้านหรือหรือเชิงใดเชิงหนึ่ง แต่ความมีความคิดที่หลากหลาย จะทำให้เกิดความสำเร็จมากกว่า นักการตลาดที่มีความคิดเพียงด้านเดียวหรือเพียงแค่เชิงเดียว   



วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2565

โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ พะเยา

 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ บรรยายให้แก่ นักเรียน โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ พะเยา เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 หัวข้อ เสริมสร้าง คุณธรรม จริยธรรม คนดีของสมเด็จย่า คือ ผู้มีความกตัญญู ณ โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ พะเยา