วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

วิทยาลัยเทคนิคพะเยา จัดอบรม

 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ บรรยายให้กับ นักศึกษา วิทยาลัยเทคนิคพะเยา จังหวัดพะเยา หัวข้อ " กฎหมายเด็กและเยาวชน" ณ วิทยาลัยเทคนิคพะเยา จังหวัดพะเยา จัดโดย สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จังหวัดพะเยา


วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

อบรม หลักสูตร เทคนิคการเป็นวิทยากร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ บรรยายหัวข้อ " เทคนิคการเป็นวิทยากรและการจัดทำแผนการสอน " ให้แก่ นักศึกษา สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2565 www.drsuthichai.com







วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

โรงเรียนดอกคำใต้ นักเรียนรุ่นใหม่มีใบขับขี่

 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ บรรยายให้แก่นักเรียน โรงเรียนดอกคำใต้วิทยาคม โครงการนักเรียนรุ่นใหม่มีใบขับขี่ www.drsuthichai.com











วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2565

อบรม วิทยาลัยอาชีวะศึกษาเชียงราย

 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ www.drsuthichai.com บรรยายหัวข้อ เทคนิค การพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานในอนาคต ให้แก่ นักเรียน แผนกวิชาการเลขานุการ   ณ ห้อง 333 อาคาร 3 วิทยาลัยอาชีวะศึกษาเชียงราย เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2565











วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565

อบรม โรงเรียนดอกคำใต้วิทยาคม

 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ บรรยายให้แก่นักเรียนโรงเรียนดอกคำใต้วิทยาคม หัวข้อเรื่อง " การขับขี่อย่างปลอดภัย และ พ.ร.บ.ประกันภัยภาคบังคับ " ณ โรงเรียนดอกคำใต้วิทยาคม เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2564 www.drsuthichai.com













วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565

นักการตลาดกับสถานการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลง

 

นักการตลาดกับสถานการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลง

โดย...ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

www.drsuthichai.com

                             เราคงต้องยอมรับกันว่า ยุคนี้เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว นักบริหารและนักการตลาดที่เกิดในยุคนี้และยุคในอนาคต จำเป็นจะต้องยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลง และต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

                             ในยุคก่อนหรือยุคอดีต ผู้บริหารหลายคน เมื่อมีการประชุมหรือแสดงความคิดเห็นก็มักจะใช้คำพูดว่า “ ขอให้ทำขอเก่าให้ดีเสียก่อน ” แล้วค่อยคิดทำอะไรใหม่ๆ ถ้าคิดอย่างนั้น คงใช้ไม่ได้ในยุคนี้

                             สมัยอดีต ธุรกิจฟิล์ม สมัยอดีต ฟิล์มสีโกดักโด่งดังมาก เป็นผู้นำในธุรกิจภาพถ่าย แต่เมื่อโลกเปลี่ยน ผู้บริหารและนักการตลาดของฟิล์มโกดักไม่ยอมเปลี่ยน คิดแต่ว่า “ ต้องการพัฒนาของเดิมให้ดีขึ้นเสียก่อน” แล้วเป็นอย่างไรครับ ฟิส์มสีโกดักจึงต้องล้มละลายและสิ้นชื่อไปจากวงการตลาดไป ส่วนฟูจิฟิล์ม ยังมีการปรับตัวถึงแม้จะช้ากว่าคู่แข่งแต่ก็สามารถอยู่ในวงการต่อไปได้ แต่ก็สูญเสียการนำและส่วนแบ่งทางการตลาดไปให้กับคู่แข่งขันไปอย่างน่าเสียดาย

 ดังนั้น การคิดเรื่องของ นวัตกรรมและสร้างอะไรใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เช่นเรื่องของ Think Different หรือ คิดต่าง มีความสำคัญมากๆ สำหรับคนที่ทำงานด้านการตลาด สตีเวน จอบส์ (Steve Jobs) ผู้ก่อตั้งแอปเปิลคอมพิวเตอร์หรือ บริษัทแอปเปิล (Apple: Company Co-founder Steve Jobs Has Died) เขาให้ความสำคัญมากๆ เกี่ยวกับการคิดต่าง หรือ Think Different บริษัทถึงกับออกโฆษณาตามสื่อต่างๆ เกี่ยวกับแนวความคิดนี้ และมีคนเคยถามว่า ทำไมเขาให้ความสำคัญเกี่ยวกับการคิดต่างหรือ Think Different แต่มีการวิจัยตลาดหรือการหาความต้องการของลูกค้าน้อยมาก

เขาตอบว่า ในบางครั้งลูกค้าก็ไม่รู้ตัวว่าตนเองต้องการอะไร พร้อมทั้งยกตัวอย่างว่า สมัยของเฮนรี ฟอร์ด คนเรายังไม่มีรถยนต์ใช้ แต่ใช้ม้า ใช้ช้าง ใช้วัว ใช้เกวียน ในการเดินทาง ถ้าหากเฮนรี ฟอร์ด ทำการวิจัยทางการตลาดว่า ลูกค้ามีความต้องการอะไร ลูกค้ามักจะตอบกลับว่า เขาต้องการม้าที่วิ่งได้ไวที่สุด เขาต้องการเกวียนที่มีประสิทธิภาพที่สามารถบรรทุกของได้เป็นจำนวนมากๆ

และถ้าหากเฮนรี ฟอร์ด สนองความต้องการของลูกค้า รถยนต์คันแรกของโลกก็จะไม่เกิดขึ้น ฉะนั้น สตีเวน จอบส์ จึงให้ความสำคัญกับการคิดที่แตกต่างเป็นอันมาก และ Think Different จึงเป็นวัฒนธรรมหนึ่งของบริษัทแอปเปิล ที่นำเอามาใช้ในองค์กร จนองค์กรคือ บริษัทแอปเปิล ได้รับการยอมรับว่าเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกและประสบความสำเร็จอย่างสูง ด้วยความคิดที่แตกต่างสินค้าตระกูล I จึงได้เกิดขึ้น ( iPhone iPad iPod) ซึ่งมีหลายรุ่น หลายแบบ และหากเราตั้งข้อสังเกตจะเห็นได้ว่า สินค้าบางตัวเป็นสินค้าที่คิดมาก่อนบริษัทอื่นๆ เมื่อออกมาขาย บริษัทบางแห่งถึงกับมีการลอกเลียนแบบสินค้าเพื่อนำไปขาย แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า สตีฟ จอบส์ จะไม่มีการทำการตลาดในตัวสินค้า แต่ตรงกันข้าม เขาจะมีทีมงานการตลาดของบริษัทเอง โดยที่ไม่จ้างนักการตลาดมืออาชีพหรือนักการตลาดที่มีชื่อเสียงมาจากภายนอกแต่จะใช้ทีมงานภายในบริษัทเอง

บริษัท แอปเปิล ได้สร้างวัฒนธรรมด้วยการคิดต่างหรือ Think Different ดังนี้ ส่งเสริมให้พนักงานคิดต่าง , ส่งเสริมเรื่องของคุณค่ามากกว่ากฎระเบียบ เช่นมองข้ามเรื่องเล็กๆน้อยๆแต่คำนึงถึงเรื่องของงานต้องเสร็จ พนักงานบางคนเดินเท้าเปล่าๆ เข้าประชุม โดยไม่มีใครต่อว่า , ต้องริเริ่มสิ่งใหม่ๆ เสมอ เป็นต้น

ผู้ชนะคือผู้ที่กำหนดเกมส์ให้ผู้อื่นเล่น แต่ผู้พ่ายแพ้มักเล่นตามเกมส์ของผู้อื่น ทำไมคนที่เป็นนักการตลาดจะต้องมีความคิดต่างหรือThink Different ก็เพราะการคิดต่างจะทำเกิดสินค้าใหม่ๆ กลยุทธ์การตลาดใหม่ๆ การแก้ไขปัญหารูปแบบใหม่ๆ จึงทำให้องค์กรของตนเองหรือหน่วยงานของตนเอง ก้าวหน้ามากกว่าที่จะทำตามหรือลอกเลียนแบบ สินค้า กลยุทธ์การตลาดของบริษัทคู่แข่ง

หากอยากเป็นผู้นำตลาด ก็ไม่ควรลอกเลียนแบบ เพราะคนลอกเลียนแบบมักจะเป็นผู้ตามวันยังค่ำ ตรงกันข้ามคนที่คิดต่าง หรือ Think Different มักมีโอกาสเป็นผู้นำตลาดอยู่เสมอ แต่ความยากที่สุดก็คงอยู่ที่ว่า นักการตลาดสมัยใหม่ กล้าหรือเปล่าที่จะคิดต่างและมีความกล้าหรือเปล่าที่จะนำความคิดนั้นไปใช้ เพราะความคิดใหม่ๆ มักต้องเผชิญกับทั้งความล้มเหลวหรือต้องเผชิญกับเสียงตำหนิ เสียงดุด่า การเสียดสี การพูดในเชิงดูถูก แต่หากว่าความคิดต่างหรือThink Different ประสบความสำเร็จ คุณก็มีโอกาสโด่งดังมากกว่าคนที่ทำอะไรตามๆ คนอื่นเขา

Make THE Difference เมื่อคิดต่างแล้ว นักการตลาดที่ดีก็ควรลงมือทำให้เกิดความแตกต่างด้วย ซึ่งพลังในตัวของนักการตลาด สามารถเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นได้ นักการตลาดสามารถสร้างสรรค์ สร้างคุณค่าให้แก่ตัวของสินค้า บริการ ใหม่ๆได้ ซึ่งการสร้างสรรค์นี้จะส่งผลกระทบต่อตนเอง คนรอบข้างและสังคมอีกด้วย จงกล้าที่จะคิด พูด ทำ ในสิ่งที่ แตกต่างเพื่อการเปลี่ยนแปลงในสิ่งต่างๆ ที่ตนเองทำให้ดีขึ้น จงเริ่มต้นที่ตัวของคุณเอง

              เอดิสัน ผู้คิดต่างหรือThink Different มีแนวคิดที่แตกต่างไปจากคนยุคเดียวกัน เขาคิดว่าเขาต้องการคิดหลอดไฟฟ้าดวงแรกของโลก ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีการใช้ คนทุกๆคนในสังคมสมัยนั้น ไม่เห็นภาพว่าหลอดไฟฟ้าคืออะไร ด้วยความคิดที่แตกต่าง หลอดไฟฟ้าดวงแรกจึงเกิดขึ้น อีกทั้งการลงมือทำที่แตกต่าง ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เป็นของเขา มีคนตั้งคำถามเขาว่า หากว่าทำสองพันกว่าวิธียังไม่สำเร็จ ทำไมไม่เลิก นี่คือความคิดของคนทั่วไป แต่ เอดิสัน มีความคิดต่างหรือ Think Different เขาตอบกลับว่า ถึงแม้เขาจะยังไม่สำเร็จ แต่อย่างน้อย เขาก็ได้ค้นพบสองพันกว่าวิธีที่ไม่เหมาะสมที่จะผลิตไส้หลอดไฟฟ้า ดังนั้น หลอดไฟฟ้า ดวงแรกจึงเกิดขึ้น

คุณสมบัติของนักการตลาดในยุคดิจิตอล จึงต้องมีคุณสมบัติที่ คิดต่าง ทำต่าง เพื่อนำสิ่งแปลกๆใหม่ๆ มาสนองความต้องการของผู้บริโภค เมื่อสินค้า บริการ ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากๆ ก็จะทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศเจริญเติบโต การจ้างงานเกิดขึ้น รายได้จากแรงงานเกิดขึ้น คนมีกำลังซื้อมากขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยรวมก็จะดีขึ้น

สรุป นักบริหารและนักการตลาดของยุคปัจจุบัน มีความจำเป็นจะต้องไวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และของธุรกิจ แนวความคิดเรื่องของ Think Different หรือ คิดต่าง เป็นแนวคิดหนึ่งในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และ หากว่าท่านต้องการเป็นนักการตลาดที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ท่านจำเป็นต้องคิดต่างจากนักการตลาดด้วยกัน แต่ถ้าหากท่านไม่คิดอะไรมาก ทำเหมือนๆคนอื่นๆ ความสำเร็จในการทำงานด้านการบริหารและทางด้านการตลาดของท่านก็อยู่ในระดับปกติมาตรฐานนักการตลาดด้วยกัน ทั้งนี้ ท่านจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเป็นนักการตลาดหรือไม่ คงไม่ได้อยู่ที่ใคร อย่าโทษสิ่งต่างๆ แต่จงโทษตัวของท่านเอง จงกล้าคิดต่างแล้วท่านจะประสบความสำเร็จ ขอให้ท่านโชคดี

 


วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2564

บทบาทและวิวัฒนาการทางด้านการตลาด

 

บทบาทและวิวัฒนาการทางด้านการตลาด

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

www.drsuthichai.com

 

ความสำคัญของการตลาด  หลังจากการปฏิวัติทางอุดสาหกรรมในช่วง คริสต์ศตวรรษที่ 19 ทำให้เกิดการผลิตขนาน

ใหญ่ (Mass Production) ทำให้อุปสงค์ อุปทาน  ได้เปลี่ยนไป จากตลาดของผู้ขาย (Seller's market) มาเป็นตลาด

ของผู้ซื้อ (Buyer's markel)  ผู้ซื้อหรือผู้บริโภคมีอำนาจต่อรองในการซื้อสินค้าและบริการมากขึ้น

ปีเตอร์ ดรักเกอร์ (Peter Drucker) นักวิชาการด้านการบริหารที่มีชื่อเสียงระดับโลก ได้กล่าวถึง “การตลาดมีส่วนช่วยให้เกิดการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ และเป็นตัวช่วยให้เกิดการพัฒนาด้านอื่นๆด้วย ”

ดังนั้นการตลาดจึงได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อชีวิตประจำวันของคนเรา การตลาดเป็นทั้งเครื่อง

มือในการสร้างรายได้ให้กับบริษัทหรือหน่วยงานด้านธุรกิจและมีผลต่อระบบเศรษฐกิจสังคมและการค้าระหว่างประเทศ การตลาด จึงทำให้หลายองค์กรได้นำการตลาดมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งในชีวิตส่วนตัวในองค์การเอกชน หน่วยงานธุรกิจ แม้แต่การทัพหรือองค์กรทางด้านการทหารก็ยังหันมาศึกษาหลักการตลาดเพื่อนำเอาไปใช้ด้วย ความสำคัญของการตลาดจึงจำแนกได้ ดังนี้

1.ความสำคัญของการตลาดที่มีต่อระบบเศรษฐกิจและการค้าขาย  การตลาดช่วยให้รายได้ของประชากรสูงขึ้น เพราะการตลาดทำให้เกิดผลิตสินค้า ผลิตภัณฑ์และการบริการขึ้นมาอย่างมากมาย ทำให้มีการซื้อขาย ทำให้เกิดการจ้างงาน จึงทำให้ระบบภาพรวมของระบบเศรษฐกิจและการค้าขายดียิ่งขึ้น

การตลาดยังทำให้เกิดการหมุนเวียนของปัจจัยการผลิต ได้แก่ วัตถุดิบ แรงงาน สินค้า บริการ และทำให้ที่ดินมีราคาสูงขึ้นเนื่องจาก ที่ดินบริเวณใดเจริญมีการค้าขายมีการพัฒนา ราคาที่ดินแปลงนั้นราคาก็จะเพิ่มขึ้น อีกทั้งการตลาดยังช่วยสร้างความต้องการในสินค้าและบริการ ทำให้เกิดการค้าขึ้นทั้งในประเทศและเกิดการตลาดระหว่างประเทศ จึงทำให้ประเทศมีการพัฒนา เพราะประเทศและประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น และการตลาดยังช่วยให้เกิดการแข่งขันกันมากขึ้น ผลที่ตามมาคือ ทำให้สินค้าและบริการมีการปรับปรุงพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ การตลาดทำให้มีการใช้สื่อโฆษณา ประชาสัมพันธ์และทำให้เกิดการส่งเสริมการขาย  

2. ความสำคัญของการตลาดต่อหน่วยงานธุรกิจหรือองค์กรธุรกิจ  การตลาดเป็นเครื่องมือที่ทำให้องค์กรเติบโตและเจริญก้าวหน้า เพราะเป็นตัวที่ทำให้เกิดรายได้เข้ามาหล่อเลี้ยงกิจการ และ ช่วยสร้างภาพพจน์ค่านิยมและการ

ยอมรับในสินค้าและบริการ ทำให้เกิดการสร้างสรรค์ เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สินค้าและบริการใหม่ๆขึ้นมา  อีกทั้งยังเป็นตัวช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยของสินค้า และบริการ ให้ต่ำลง เนื่องจากมีการสั่งซื้อมาก จึงต้องผลิตสินค้ามากขึ้น ทำให้มีการซื้อวัตถุดิบคราวละมาก ๆ ทำให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าต่อหน่วยถูกลง

3. ความสำคัญของการตลาดที่มีต่อบุคคลและสังคม การตลาดยังได้ช่วยยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่และการครองชีพของคนในประเทศและสังคมให้สูงขึ้น ทำให้ คนมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีการซื้อขายกันเพิ่มมากขึ้น  ทำให้ความเป็นอยู่ของคนเราสะดวกสบายและใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น คนมีเวลามากขึ้น มีเครื่องที่ทันสมัยใช้ มีการติดต่อสื่อสาร มีการเดินทางที่สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น การตลาดทำให้ค่านิยม พฤติกรรม อุปนิสัย ความเชื่อ ค่านิยม เปลี่ยนแปลงไป เช่น ผู้หญิงจะออกมาทำงานนอกบ้านกันมากขึ้น ตรงข้ามกับสมัยอดีตที่ผู้หญิงจะทำงานเป็น

อีกทั้งการตลาดยังทำให้เกิดอาชีพต่าง ๆ เช่น เป็นพนักงาน ตามองค์กรธุรกิจ ตามร้านค้าปลีก เป็นตัวแทน เอเย่นต์ งานขนส่งสินค้า งานโฆษณา งานวิจัยตลาด งานประกันภัย ฯลฯ และยังมีผลถึงการใช้บริการในอาชีพอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้นด้วย เช่น ใช้บริการทางการแพทย์ การเงิน สถาปนิก การบัญชี วิศวกร  เป็นต้น

วิวัฒนาการของแนวความคิดทางการตลาด 

ยุคแรกเป็นยุคที่ 1. แนวความคิดมุ่งการผลิต (Production Oriented Concept) เป็นแนวความคิดที่เก่าแก่ที่สุด เป็นการมุ่งเน้นการผลิตทำให้สินค้าหาซื้อง่ายและต้นทุนต่ำ โดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องของคุณภาพของสินค้ามากนัก

ยุคที่ 2. แนวความคิดมุ่งผลิตภัณฑ์ (Product Oriented Concept) เป็นยุคที่มุ่งเน้นคุณภาพของสินค้า เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคมีความแตกต่างกัน ไม่เหมือนกัน จึงมีการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพที่ดีมากขึ้น มีหลายหลากขนาด หลากหลายสี และขายในราคาที่เหมาะสม

ยุคที่ 3. แนวความคิดมุ่งการขาย (Salesmanship Oriented Concept) เน้นความพยายามขายของผู้ขายมากกว่าผู้ซื้อ ให้ความสำคัญในเรื่องของการขาย โดยยึดหลักว่าผู้บริโภค ผู้ซื้อโดยทั่วไปจะไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ ซื้อสินค้าของบริษัท ถ้าไม่ถูกกระตุ้นจากผู้ขายหรือนักขาย  เช่น การขายประกันชีวิต การขายรถยนต์  การขายเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

ยุคที่ 4. แนวความคิดมุ่งการตลาด (Marketing Oriented Concept) เป็นการยึดหลักการหาความต้องการของลูกค้าหรือการสนองความต้องการของลูกค้า โดยใช้สินค้า บริการของเราไปตอบสนอง เน้นการวิจัยการตลาด การหาความต้องการในสินค้าและบริการของลูกค้า ว่าลูกค้าต้องการสินค้าแบบใด อย่างไร แล้วพัฒนาสินค้าและบริการ เข้าไปตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหนือคู่แข่งขัน

ยุคที่ 5. แนวความคิดมุ่งการตลาดเพื่อสังคม เป็นยุคที่ให้ความสำคัญกับสังคม ประเทศชาติ โลก แน่นอนการทำธุรกิจมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการกำไร แต่ถ้าได้กำไร แต่สังคม ประเทศชาติ โลก มีผลกระทบไปในทางลบหรือในทางไม่ดี ก็จะทำให้ภาพพจน์ขององค์กรธุรกิจเสียหาย องค์กรธุรกิจจึงต้องมีการผลิตสินค้าที่เน้น เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งองค์กรธุรกิจยังต้องมีการช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือทรัพยากรธรรมชาติ ช่วยเหลือสิ่งแวดล้อม อีกด้วย

จากบทความข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า การตลาดมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อชีวิต สังคม ประเทศชาติ และต่อความเจริญก้าวหน้าของโลกของเรา อีกทั้งการตลาดได้มีขึ้นมายังช้านาน ไม่ได้พึ่งเกิดขึ้น แต่ยังมีการวิวัฒนาการโดยใช้ระยะเวลาในการพัฒนามาเป็นขั้นเป็นอันดับ ดังนั้น ชีวิตของคนเรา รวมถึงชีวิตในการทำงาน คงหลีกเลี่ยง หลีกหนีการตลาด ไปไม่พ้น และหากใครต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงาน วิชาการตลาดจึงเป็นวิชาหนึ่งที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง