วันอังคารที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2560

พูดเหมือนผู้นำ

พูดเหมือนผู้นำ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
                บทความนี้ ผมอยากเขียนเกี่ยวกับการพูดของผู้นำระดับโลก ทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยเฉพาะการพูดต่อหน้าที่สาธารณะชนหรือการพูดต่อหน้าที่ชุมชน ซึ่งบุคคลที่เป็นผู้นำมักจะต้องใช้การพูดเพื่อจูงใจให้คนจำนวนมากคล้อยตาม
            เช่น JFK หรือ จอห์น เอฟ. เคนเนดี  ,  อับราฮัม ลินคอล์น , บารัก โอบามา  ซึ่งบุคคลเหล่านี้เป็นอดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา หรือ Tony Blair (โทนี่ แบลร์) อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศอังกฤษ หรือ -  อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์  อัจฉริยะบุคคลระดับโลก
            หากเรานำเอาคำพูดของบุคคลเหล่านี้มาวิเคราะห์ดูเราจะพบว่า พวกเขามีเทคนิคในการพูดต่อหน้าที่ชุมชนและใช้เทคนิคต่างๆดังนี้
1.     มี 3 คำมหัศจรรย์ หรือ มี 3 ประโยคมหัศจรรย์ เช่น
-          อับราฮัม ลินคอล์น อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐได้กล่าวในการไว้อาลัยแก่ผู้สูญเสียชีวิตในสงครามกลางเมือง ว่า “รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ” หรือ “ คุณอาจจะหลอกคนทุกคนได้ในบางเวลา คุณอาจจะหลอกคนบางคนได้ตลอดเวลา แต่คุณไม่สามารถหลอกคนทุกคนตลอดเวลาได้”
-         อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์  อัจฉริยะคนหนึ่งของโลก Learn from yesterday, live for today, hope for tomorrow.   “เรียนรู้จากวันวาน ใช้ชีวิตอยู่ในวันนี้ มีความหวังกับวันพรุ่งนี้
2.    มีการสอดใส่อารมณ์ต่างๆลงไปในน้ำเสียง เราจะเห็นว่า สุนทรพจน์ของผู้นำระดับโลกมีชีวิตชีวา เพราะเขาสอดใส่อารมณ์ ความรู้สึก ลงไปในน้ำเสียง จึงทำให้ผู้ฟังเกิดความกระตือรือร้น อยากฟัง อีกทั้งมีความซาบซึ้งกินใจ ในเวลาฟังอีกด้วย
3.    มีการใช้ วรรคทอง ซึ่งการใช้วรรคทองทำให้ผู้ฟังเกิดการจดจำ
-         JFK หรือ จอห์น เอฟ. เคนเนดี  กล่าววรรคทองในวันรับตำแหน่งประธานาธิบดีว่า “ โปรดอย่าถามว่าประเทศชาติของท่านจะทำอะไรให้กับท่านได้บ้าง แต่จงถามว่า ท่านจะทำอะไรให้แก่ประเทศชาติของท่าน ”
-         นางอินทิรา คานธี อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงของอินเดีย ถ้าท่านมีเงินหนึ่งรูปี และฉันมีเงินหนึ่งรูปี แล้วนำเงินนั้นมาแลกกัน ก็จะไม่มีความหมายอะไร แต่ถ้าคุณมีความเห็นหนึ่งความคิดเห็น ฉันมีหนึ่งความคิดเห็นและนำมาแลกกัน เราจะได้ความคิดเห็นเพิ่มเป็นสองความคิดเห็น
4.มีการใช้คำอุปมาอุปไมย  หรือคำเปรียบเทียบ ซึ่งเป็นคำที่สั้น   กะทัดรัด  ซึ่งนิยมพูดกันในชีวิตประจำวัน  อาจจะเป็นคำพูดในเชิงต่อว่าหรือเปรียบเปรย (ทั้งในทางดีและทางร้ายก็ได้)  โดยผู้นำจะพูดโดยยกเอาเหตุการณ์หรือสิ่งแวดล้อมในขณะนั้นมาเทียบเคียง เพื่อให้ผู้ฟังเห็นภาพไปตามนั้น  มักจะมีคำเชื่อมว่า  “ เป็น , เหมือน , เท่า,  ราวกับ ” เป็นคำที่ใช้เชื่อมประโยค
5.มีการยกตัวอย่าง ผู้นำที่พูดเก่งมักจะใช้ตัวอย่างประกอบเพื่อให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจได้ง่าย ซึ่งตัวอย่างนั้นจะต้องสอดคล้องกับเรื่องที่พูด อีกทั้งเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ  ผู้นำหลายคนมักใช้ตัวอย่างของตนเองหรือประสบการณ์ของตนเองเป็นตัวอย่าง เช่น ตนพบกับความยากลำบากมากก่อน ตนจึงเข้าใจและเห็นใจ บุคคลที่ยากลำบาก หรือ ตนได้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาและเกิดการสูญเสียเพื่อนฝูง ญาตพี่น้อง ตนจึงเข้าใจเรื่องของการสูญเสียและการต่อสู้ทางการเมืองเป็นอย่างดี เป็นต้น

ดังนั้น  ผู้ที่เป็นผู้นำ หรือ ผู้ที่ต้องการเป็นผู้นำ ควรนำเอาเทคนิคทั้ง 5 ข้อข้างต้น ไปใช้หรือไปประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มความสามารถในการพูดของท่านให้เหมือนกับผู้นำ เมื่อท่านพัฒนาการพูดโดยใช้เทคนิคทั้ง 5 ข้อนี้โดยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง กระผมเชื่อว่า การพูดของท่านจะเหมือนกับผู้นำระดับโลก และท่านจะเป็นบุคคลหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการพูดแบบผู้นำ

บทความ ทำไมถึงต้องอ่านหนังสือ

ทำไมถึงต้องอ่านหนังสือ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
          คนส่วนใหญ่ต้องการประสบความสำเร็จ คนส่วนใหญ่ต้องการความร่ำรวย คนส่วนใหญ่ต้องการชีวิตที่ดีขึ้น คนส่วนใหญ่ต้องการสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง และคนส่วนใหญ่ต้องการความสุข
            ถามว่าทั้งหมดนี้ ถ้าเราต้องการมันจริงๆ  เราสามารถหาได้จากที่ใด คำตอบก็คือ เราสามารถหาได้จากการอ่านหนังสือครับ
            ถ้าเราอยากเริ่มต้นทำธุรกิจแบบ บิล เกตส์  ในการทำบริษัทไมโครซอฟท์  เราสามารถทราบประสบการณ์ต่างๆที่เขา ทำผิดพลาดและสิ่งที่เขาทำแล้วประสบความสำเร็จได้จากหนังสือที่เขาเขียน
            ถ้าเราอยากเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ อย่าง วอเรน บัฟเฟต นักลงทุนหุ้นระดับโลก เราสามารถเล่นหุ้นโดยการเลียนแบบได้จากการอ่านหนังสือที่เขาเขียน และเราสามารถรู้เทคนิคต่างๆที่เขาใช้ในการทำกำไรจากตลาดหลักทรัพย์
            ถ้าเราอยากเป็นนักการเมืองและนักต่อสู้ทางการเมือง แบบ มหาตมา คานธี ที่ต่อสู้แบบอหิงสา จนประสบความสำเร็จและได้รับชัยชนะจนประเทศอินเดียได้รับเอกราชจากประเทศอังกฤษ เราสามารถอ่านหนังสือของเขาหรือหนังสือที่มีคนเขียนเกี่ยวกับเรื่องราวการต่อสู้ของเขาได้
            ถ้าเราอยากมีความสุข ท่านไดลามะ(เป็นตำแหน่งประมุขหัวหน้าคณะสงฆ์ในพุทธศาสนานิกายมหายานแบบทิเบตเกลุก เป็นผู้นำทางด้านจิตวิญญาณสูงสุดของชาวทิเบต) สามารถสอนท่านได้โดยผ่านตัวหนังสือต่างๆที่เขาเขียน
          ถ้าเราอยากเป็นดารา นักแสดง  นักร้อง อย่างฮอลลีวูด  เราสามารถอ่านหนังสือของ ดารา นักแสดง นักร้อง ที่เขาเขียนถึงชีวประวัติของเขาได้ ซึ่งจะทำให้เราเกิดพลัง ในการต่อสู้และเกิดความฝัน ความทะเยอทะยานในการพัฒนาตนเอง
            ถ้าเราอยากรู้เกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพ เราสามารถหาอ่านจากหนังสือต่างๆที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพได้ หรือถ้าเราเป็นโรคใดโรคหนึ่ง เราก็สามารถอ่านหนังสือเกี่ยวกับโรคที่เราเป็นได้เพื่อที่จะได้ป้องกันและดูแลสุขภาพของเราให้ดีขึ้น
            ดังนั้น เราจะเห็นว่า หนังสือมีความสำคัญมากต่อบุคคลที่ต้องการประสบความสำเร็จ เมื่อเราต้องการร่ำรวย จงอ่านหนังสือของนักเขียนที่เขาร่ำรวยมาจากการต่อสู้และการทำงาน  แน่นอนครับ นักเขียนเหล่านี้ ไม่สามารถมาสอนท่านได้ด้วยตนเอง หรือ ท่านไม่มีปัญหาจ้างเขามาสอนท่านให้รู้เทคนิคต่างๆ หรือไอเดียต่างๆได้ แต่ ทุกอย่างที่ท่านอยากรู้อยู่ในหนังสือครับ เพียงแต่ท่านลงทุนซื้อหนังสือหรือยืมหนังสือที่ห้องสมุด แล้วก็เริ่มต้นอ่านมัน  อ่านมัน อ่านมัน อ่านให้มากๆ
          สรุป ถ้าท่านต้องการความร่ำรวย จงอ่านหนังสือ  ถ้าท่านต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต จงอ่านหนังสือ  ถ้าท่านต้องการมีความสุข  จงอ่านหนังสือ ถ้าท่านต้องการมีเป้าหมายมีความฝันและต้องการรู้จักตนเองมากขึ้น จงอ่านหนังสือ    จงอ่านหนังสือให้มากๆ แล้วท่านจะได้สิ่งที่ท่านต้องการ

             

วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560

บทความ การสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ทางด้านการตลาด

การสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ทางด้านการตลาด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
          กลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางการตลาด มีด้วยกันหลายวิธีเช่น กลยุทธ์ด้านราคาหรือต้นทุน , กลยุทธ์ทางด้านความรวดเร็ว และกลยุทธ์ที่สำคัญและเป็นที่นิยมในโลกยุคนี้ก็คือ การสร้างความแตกต่างหรือการสร้างสรรค์และนวัตกรรม ในบทความนี้ เราจึงมาพูดเกี่ยวกับเรื่อง การสร้างสรรค์และนวัตกรรมทางด้านการตลาดกัน
            อันดับแรกเรามาทราบความหมายกันก่อน
            ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง การคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ (Creative thinking) เป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมและใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม  องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์        ได้แก่ ความคิดนั้นต้องเป็นสิ่งใหม่ (New, Original) ใช้การได้ (Workable) และมีความเหมาะสม (Appropriate)
            ปัจจุบันเรามีอาชีพวิทยากร ถ้าผมแก้ผ้าไปบรรยายหรือสอน พวกเราคิดว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์หรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ ถึงแม้จะเป็นสิ่งใหม่คือไม่มีใครทำมาก่อน แต่ไม่มีความเหมาะสมและใช้การได้
            ส่วนความหมายของคำว่า “นวัตกรรม หมายถึง  สิ่งใหม่ๆที่ได้จากองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์  การทดลอง โดยออกมาในรูปของผลิตภัณฑ์ แนวคิด หรือกระบวนการที่สามารถนำเอาไปใช้ประโยชน์ได้ อีกทั้งยังสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นเงินเป็นทองได้อีกด้วย
            ซึ่งการสร้างสรรค์และนวัตกรรมแบ่งออกเป็น 2 แบบ
          1.การสร้างสรรค์และนวัตกรรมแบบเปลี่ยนโลก
2.การสร้างสรรค์และนวัตกรรมแบบเปลี่ยนแปลงแบบไม่มาก
1.การสร้างสรรค์และนวัตกรรมแบบเปลี่ยนโลก เช่น การสร้างสรรค์และนวัตกรรม รถยนต์คันแรกของโลกของเฮนรี่ ฟอร์ด ,
    สตีฟ จ็อบ กับสินค้าตระกูล I (ipad iphone ipod imac) , เครื่องบินลำแรกของโลก ของสองพี่น้องตระกูลไรค์ เป็นต้น
2.การสร้างสรรค์และนวัตกรรมแบบเปลี่ยนแปลงแบบไม่มาก เช่น สินค้าที่พวกเราเห็นในยุคปัจจุบัน มีการพัฒนาสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์  สี  รสชาติ  รูปทรงให้มีความแตกต่างกันออกไป


ปัจจัยที่ทำให้เกิดการตลาดเชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรม มีดังนี้
1.การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน  มีอยู่ 3 อย่าง คือ1.1.กลยุทธ์ผู้นำด้านต้นทุน(Cost Leadership)1.2.กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง(Differentiation) 1.3.กลยุทธ์สร้างความรวดเร็ว( speed)  กลยุทธ์สร้างความแตกต่างจึงเป็นเรื่องของการสร้างสรรค์และนวัตกรรมนั้นเอง
2.การวิจัยทางการตลาด เราสามารถวิจัยการตลาดได้หลายอย่างเช่น 2.1. การวิจัยผู้บริโภค 2.2. การวิจัยผลิตภัณฑ์ 
   2.3. การวิจัยราคา 2.4. การวิจัยช่องทางการจำหน่าย  2.5. การวิจัยการส่งเสริมการตลาด 
3.พฤติกรรมผู้บริโภค เราสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคโดยใช้ทฤษกี 6W 1H  คือ Who? ใครเป็นลูกค้าเป้าหมาย
, What?        ผู้บริโภคซื้ออะไร ,  Why?       ทำไมผู้บริโภคจึงซื้อ ,  Who?  ใครมีส่วนร่วมในการตัดสินใจซื้อ,
When?         ผู้บริโภคซื้อเมื่อใด ,  Where?       ผู้บริโภคซื้อที่ไหน และ  How?      ผู้บริโภคซื้ออย่างไร
4.วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ซึ่งประกอบไปด้วย ขั้นแนะนำ ขั้นเติบโต ขั้นเติบโตเต็มที่ และขั้นถดถอย
5.การเปลี่ยนแปลงของโลก มีความรวดเร็วมากกว่าในอดีตเนื่องจากเทคโนโลยีช่วยให้เกิดความรวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะยุคนี้เรามีอินเตอร์เน็ตทำให้ทุกอย่างมีความรวดเร็วไม่ว่า เรื่องของข้อมูลข่าวสาร  เรื่องของการบริการโดยผ่านอินเตอร์เน็ต
            ปัจจัย 5 ข้อข้างต้น จึงก่อให้เกิดการตลาดเชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรมขึ้น
การตลาดเชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรม เราควรสร้างสรรค์และนวัตกรรม 4P หรือสร้างสรรค์ส่วนประสมทางการตลาด  (Marketing Mix  ) นั่นเองคือ  1.1. การสร้างสรรค์และนวัตกรรม Product   1.2. การสร้างสรรค์และนวัตกรรม Price  1.3. การสร้างสรรค์และนวัตกรรม  Place  1.4. การสร้างสรรค์และนวัตกรรม Promotion
1.1. การสร้างสรรค์และนวัตกรรม Product  เราควรสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าให้มี คุณภาพและก่อให้เกิดความแตกต่าง ความแปลกใหม่ ไม่ว่าในเรื่องของ ความคงทน  สะอาด รสชาติต่างๆ  รูปร่างลักษณะแปลกใหม่ เช่น ทรงกลม ทรงกระบอก  ให้ใช้งานง่าย ทันสมัย พกพาสะดวก เป็นต้น
1.2. การสร้างสรรค์และนวัตกรรม Price การสร้างสรรค์และนวัตกรรมด้านราคา มีหลายรูปแบบเช่น
1.2.1.ตั้งราคาให้เท่ากันทุกชิ้น(ทั้งร้าน 10 บาททุกชิ้น  ทั้งร้าน 20 บาททุกชิ้น ทั้งราคา 90 บาททุกชิ้น)
1.2.2.ตั้งราคาด้วยเลข 9หรือลงท้ายด้วยเลข 9 เป็นการตั้งราคาตามจิตวิทยา เคยมีนักวิชาการชาวสหรัฐอเมริกาเคยทำการวิจัย โดยตั้งราคาสินค้าชนิดเดียวกันอย่างเดียวกัน แต่เอาไว้คนละร้าน  ร้านที่ 1 ตั้งราคาที่ 44 บาท  ร้านที่ 2 ตั้งราคาที่ 39 บาท ปรากฏว่า 39 บาทขายดีกว่า 44 (หลายคนคงบอกว่าก็แน่นอนเพราะมันถูกกว่ากัน) ต่อมานักวิชาการคนเดียวกันก็เลยตั้งราคาใหม่ให้ร้านที่ 1 ขายในราคา 33 บาท แต่ร้านที่ 2 ขายราคาเดิมคือ 39 บาท ปรากฏว่า ราคา 39 บาทก็ยังขายดีกว่า 33 บาท ดังนั้นการตั้งราคาด้วยเลข 9 หรือลงท้ายด้วย 9 มีผลอย่างมากในทางจิตวิทยา แต่นักวิชาการคนดังกล่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การตั้งราคาด้วยเลข 9 หรือลงท้ายด้วย 9 ไม่ควรตั้งเกินหรือมากกว่า 30% ของสินค้าทั้งหมดในร้าน เพราะจะทำให้ดูเหมือนว่าสินค้าไม่มีค่าหรือเป็นของที่ไม่มีคุณภาพเนื่องจากราคาถูก
1.2.3.ตั้งราคาแบบ  Pay-What-You Want เกิดขึ้นที่อเมริกา ตามร้านอาหารหลายแห่งและตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เป็นการใช้บริการก่อน ไม่มีกำหนดราคา ลูกค้าจะจ่ายก็ต่อเมื่อ ใช้บริการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าเห็นว่าดีหรือมีคุณภาพก็เอาเงินใส่ในกล่อง
1.2.4.ตั้งราคาแบบ pay it forward เกิดขึ้นที่อเมริกาเช่นกัน กล่าวคือ เมื่อรับประทานอาหารเสร็จหรือใช้บริการเสร็จ ตอนคิดเงิน ร้านอาหารหรือผู้ประกอบการก็บอกว่า มีคนจ่ายแทนคุณแล้วก็คือคนที่กินก่อนหน้าคุณ แล้วคุณจะจ่ายให้คนต่อไปเท่าไร เป็นการจ่ายเงินให้คนต่อไปที่ใช้บริการต่อจากเรา
1.3. การสร้างสรรค์และนวัตกรรม  Place(ช่องทางการจัดจำหน่าย) คือการเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตไปยังลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย  ซึ่งมีกิจกรรมได้แก่  การขนส่ง  การคลังสินค้า  / การบริหารสินค้าคงเหลือ การตัดสินใจเรื่องคนกลาง เป็นต้น
ในยุคปัจจุบันมีการสร้างสรรค์และนวัตกรรม Place หลายอย่าง เช่น การใช้รถยนต์เคลื่อนที่(รถยนต์อาหารหรือรถยนต์กาแฟเคลื่อนที่), E-commerce ฯลฯ
          1.4.
การสร้างสรรค์และนวัตกรรม Promotion หมายถึง การให้ข้อมูลข่าวสารแก่ผู้รับข่าวสารซึ่งเป็นผู้บริโภค ให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือสินค้า รวมไปถึงข้อมูลกิจการของผู้จำหน่าย เช่น E-Mail Marketing ,  Online (Advertising and Search agent) , Billboard ฯลฯ
การสร้างสรรค์และนวัตกรรมกับการสร้างแบรนด์  การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆมีผลมากต่อการสร้างแบรนด์ เพราะการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆออกมาจะทำให้ผู้บริโภคสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง ความทันสมัย ความก้าวหน้า ของแบรนด์อยู่ตลอดเวลา เช่น แบรนด์ แอปเปิลคอมพิวเตอร์ ของสตีฟ จอบส์ ได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่ทันสมัยออกมาตลอดเวลา จึงทำให้แบรนด์แอปเปิลคอมพิวเตอร์มีความแข็งแกร่งและมีความทันสมัย  อีกทั้งยังได้สร้างความมั่งคั่งในด้านเงินทองอย่างมากมายมหาศาล
            การสร้างสรรค์และนวัตกรรมกับสารสนเทศ เทคโนโลยี ยุคปัจจุบันเราต้องยอมรับกันว่า สารสนเทศมีความสำคัญและมีความจำเป็นในการสร้างนวัตกรรม รวมทั้งมีความสำคัญต่อการสร้างสรรค์ธุรกิจให้เติบโต เราจะเห็นได้ว่าบริษัทระดับโลกที่มีความยิ่งใหญ่มักใช้สารสนเทศ ข้อมูล ข่าวสาร เทคโนโลยีในการขาย เช่น บริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับโซเซียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น  youtube  , Facebook ,  google ,   Twitter , Line , Instagram ฯลฯ บริษัทเหล่านี้เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ปี แต่ประเทศไทยเรายังทำเรื่องเหล่านี้น้อยมาก
            ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจของไทยเรามีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนานวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมเกี่ยวกับสินค้า นวัตกรรมเกี่ยวกับกระบวนการผลิต  หรือนวัตกรรมที่เกี่ยวกับการบริการ เพราะในยุคปัจจุบัน ถ้าเราจะแข่งขันด้านราคา เราคงพ่ายแพ้ต่อการแข่งขัน โดยเฉพาะประเทศจีน สินค้า ผลิตภัณฑ์ของจีน มีราคาถูกมากๆ ถูกจนทำให้ผู้ประกอบธุรกิจหลายประเทศสู้ไม่ได้ ยิ่งในยุคของอินเตอร์เน็ต ผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อสินค้าได้อย่างเสรีและได้ในราคาถูกยิ่งขึ้น เช่น เราสามารถสั่งซื้อสินค้าจากประเทศจีนได้โดยผ่านเว็ป aliexpress ซึ่งมีบริการส่งสินค้าถึงที่บ้านเลยทีเดียว

            โดยภาพรวมเราจะเห็นได้ว่าประเทศอเมริกาเป็นประเทศที่ร่ำรวย ซึ่งมีหลายปัจจัยที่ทำให้ประเทศอเมริการ่ำรวย แต่มีปัจจัยหนึ่งที่น่าคิดและพิจารณาก็คือ ประเทศอเมริกามี บุคคลสำคัญๆของโลกที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์หรือกล้าที่จะคิดนวัตกรรมใหม่ๆออกมา จึงทำให้ประเทศอเมริกาจดลิขสิทธิ์แล้วสามารถขายสินค้าไปได้ทั่วโลก เช่น 1.สตีฟ จอบส์ ได้ลิขสิทธิ์ในสินค้าแบรนด์แอปเปิลคอมพิวเตอร์เป็นชาวอเมริกา   2.บิล  เกตส์ บริษัทไมโครซอฟท์ เป็นชาวอเมริกา   3.ทอมัส แอลวา เอดิสัน  เป็นนักประดิษฐ์ของโลกและนักธุรกิจชาวอเมริกัน 4.พี่น้องตระกูลไรท์ ผู้สร้างเครื่องบินได้สำเร็จเป็นคนแรกเป็นชาวอเมริกา 5.เฮนรี ฟอร์ด ผู้ผลิตรถยนต์คันแรกก็เป็นชาวอเมริกา  และมีอีกเป็นจำนวนมากที่เป็นนักคิดนวัตกรรมชาวอเมริกา

วันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2560

คลิป การปรับปรุงน้ำเสียง

การบรรยาย หัวข้อ " วิธีการปรับปรุงน้ำเสียงในการพูด " โดย ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ ท่านผู้ฟังที่สนใจผลงานต่างๆของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ สามารถติดตามข้อมูล เพิ่มเติมได้ที่ www.drsuthichai.com หรือ เข้าไปเยี่ยมชมหรือ กดถูกใจหรือกด Like เพจ Facebook ได้ที่ "สถาบันพัฒนาบุคลากรดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

https://youtu.be/c8a3Z7xoMWc