วันพุธที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560

จงกล้าเสี่ยงและลองทำสิ่งใหม่ๆ


จงกล้าเสี่ยงและลองทำสิ่งใหม่ๆแล้วท่านจะเป็นผู้ชนะ
โดย....ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
                      ธุรกิจที่ล้มเหลวมักจะเป็นธุรกิจที่ทำอะไรเดิมๆ และไม่ยอมที่จะเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ไอเดียเดิมๆ  กระบวนการเดิมๆ  คิดและทำแบบเดิมๆ ฉะนั้น ถึงแม้ว่าองค์การธุรกิจจะไม่เปลี่ยนแปลงแต่ทุกวันนี้ โลกของเราเปลี่ยน  ลูกค้าของเราเปลี่ยน และสถานการณ์ต่างๆทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
                        จงกล้าเสี่ยงและลองทำสิ่งใหม่ๆ ถ้าท่านต้องการประสบความสำเร็จและเป็นผู้ชนะ  มีบริษัทยักษ์ใหญ่ในอดีตเคยประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป โลกเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง แต่บริษัทยังคงติดภาพกับความสำเร็จในอดีต จึงทำให้เป็นผู้พ่ายแพ้ในที่สุด เช่น
ธุรกิจฟิล์ม สมัยอดีต ฟิล์มสีโกดักและฟูจิฟิล์ม โด่งดังมาก เป็นผู้นำในธุรกิจภาพถ่าย แต่เมื่อโลกเปลี่ยน ฟิล์มโกดักไม่ยอมเปลี่ยน จึงต้องล้มละลายและสิ้นชื่อไปจากวงการตลาดไป ส่วนฟูจิฟิล์ม ยังมีการปรับตัวถึงแม้จะช้ากว่าคู่แข่งแต่ก็สามารถอยู่ในวงการต่อไปได้ แต่ก็สูญเสียการนำและส่วนแบ่งทางการตลาดไปให้กับคู่แข่งขันไปอย่างน่าเสียดาย
                        ดังนั้นจงกล้าเสี่ยงและลองทำสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะถ้าเราไม่ยอมเปลี่ยน ในอนาคตโลกก็จะบังคับให้เราเปลี่ยน.....
                        ในอดีตพวกเรามักได้ยินคำว่า “ ปลาใหญ่ต้องกินปลาเล็ก ”  แต่โลกของการแข่งขันในยุคนี้ เราต้องให้ความสำคัญกับความรวดเร็วต่อการเปลี่ยนแปลงจึงอาจกล่าวได้ว่า “ ปลาเล็กสามารถเอาชนะปลาขนาดใหญ่ได้ด้วยความเร็ว”  เรามักจะเห็นว่าองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่หรือเปรียบเทียบได้กับปลาตัวใหญ่มักจะเคลื่อนไหวช้า ตัดสินใจช้า หรือไม่ทำอะไรที่รวดเร็วต่อการสนองตอบการเปลี่ยนแปลงของโลกของการแข่งขันในยุคปัจจุบัน  ตรงกันข้ามกับองค์การธุรกิจขนาดเล็กหรือปลาตัวเล็ก ที่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว เพื่อสนองตอบเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกของการแข่งขัน
                        มนุษย์เราหรือองค์การธุรกิจมักกลัวการเปลี่ยนแปลง.....แต่มนุษย์และองค์การธุรกิจจะเจริญได้ก็ด้วยการเปลี่ยนแปลง......จงกล้าเสี่ยงที่จะเปลี่ยนแปลงและลองทำสิ่งใหม่ๆ แล้วท่านและองค์การธุรกิจของท่านจะเป็นผู้ชนะ....  

ขายตัวคุณเองก่อน....แล้วจึงขายของ...


ขายตัวคุณเองก่อน....แล้วจึงขายของ...
โดย....ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
                      สินค้าดี....ถ้าคนขายพูดไม่ดี...ก็ขายไม่ดี
                        สินค้าดีน้อยกว่า....แต่ถ้าคนขายพูดดี....สินค้านั้นก็ขายได้ดี
            จากคำกล่าวข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า คนขายมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในอาชีพนักขาย เพราะถ้าคนขายมีบุคลิกภาพดี พูดจาดี มีความน่าเชื่อถือ มีความจริงใจ ก็มีโอกาสขายของได้มาก แต่ตรงกันข้ามถ้า คนขาย มีบุคลิกภาพที่ไม่ดี พูดจาไม่ดี ไม่มีความน่าเชื่อถือ ขาดความจริงใจ การประกอบอาชีพด้านการขายก็จะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
            การพัฒนาตัวเองของนักขายหรือคนขาย จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จในอาชีพการขาย เช่น
1.First Impression หรือการสร้างความประทับใจตั้งแต่แรกพบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแต่งตัว บุคลิกภาพ ลักษณะ นิสัย ท่าทาง การเดิน การนั่ง การพูดจา  จะทำให้ลูกค้า “ ชอบ” หรือ “ ไม่ชอบ”
2.การเรียนรู้และศึกษาข้อมูลของสินค้า ของบริษัท เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นักขายหรือคนขายสินค้าจะละเลยเสียมิได้ เพราะจะทำให้ตอบคำถามหรือข้อมูลต่างๆกับลูกค้าด้วยความมั่นใจ และส่งผลให้ลูกค้าเกิดการตัดสินใจซื้อ
3.การบริการการขาย จะทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจในตัวนักขายหรือคนขาย ไม่ว่าจะเป็นการบริการก่อนการขาย ระหว่างการขายและหลังการขาย สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ลูกค้าเกิดการบอกต่อหรือแนะนำลูกค้าให้กับนักการขายต่อไป
4.จงเรียนรู้เทคนิคการขายหรือกระบวนการขาย ดังนี้  4.1.การสรรหาลูกค้า 4.2.การเตรียมตัวเข้าพบลูกค้า 4.3.การเข้าพบลูกค้า 4.4.การเสนอขาย 4.5.การตอบข้อโต้แย้งในการขาย 4.6.การปิดการขาย
4.7.การติดตามหรือการบริการหลังการขาย
5.ฝึกการคิดบวก อาชีพการขายเป็นอาชีพหนึ่งที่ต้องถูกลูกค้าปฏิเสธการซื้อเป็นจำนวนมาก ในบางครั้งอาจทำให้นักขายหรือคนขาย ท้อแท้ ผิดหวัง หมดกำลังใจ การคิดบวกจะช่วยให้เกิดกำลังใจ และทำให้สามารถเดินในเส้นทางอาชีพนักขายต่อไปได้
6.มีความรักในการขายหรือชื่นชอบในอาชีพการขาย ความรักหรือความชอบ ทำให้บุคคลสามารถประกอบอาชีพนั้นไปได้อย่างยาวนาน แต่ตรงกันข้ามกับคนที่ไม่มีความรักหรือความชอบในอาชีพหรือการทำงานในวงการนั้นๆ ก็มักจะทำไปด้วยความเบื่อหน่าย ดังนั้น ถ้าท่านอย่างประสบความสำเร็จในการเป็นนักขาย ท่านจะต้องรักหรือชอบ ในการขายหรืออาชีพนักขาย
7.ต้องดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจ  ต้องยอมรับว่า การทำงานทุกอย่าง บุคคลต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งบุคคลจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ  บุคคลนั้นจะต้องดูแลตนเองทั้งทางด้านร่างกายให้มีความแข็งแรงสมบูรณ์และจิตใจ ต้องให้มีความร่าเริงแจ่มใส ไม่เคร่งเครียดกับการทำงานมากนัก
            ดังนั้น ถ้าท่านต้องการประสบความสำเร็จในอาชีพนักขาย ท่านจะต้องขายตนเองและพัฒนาตนเองเสียก่อน   ก่อนที่จะนำเสนอขายสินค้าให้แก่ลูกค้า และข้อแนะนำข้างต้นเป็นสิ่งที่นักขายที่ต้องการประสบความสำเร็จควรที่จะนำไปฝึกปฏิบัติ

การพูดต่อที่ชุมชน


การพูดต่อที่ชุมชน
โดย....ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
                การพูดต่อที่ชุมชน มีความสำคัญต่อความเป็นผู้นำ ผู้บริหาร ตลอดจนผู้ที่ต้องการความก้าวหน้าในการทำงาน คนที่มีทักษะในการพูดต่อที่ชุมชนย่อมได้เปรียบคนที่ไม่มีทักษะในการพูดต่อที่ชุมชนหรือผู้ที่ไม่เคยฝึกฝนการพูดต่อที่ชุมชน
            หลายคนบอกว่าคนที่พูดเก่ง  เขามักเป็นคนที่มีพรสวรรค์มาตั้งแต่กำเนิด เพราะความคิดดังกล่าว เลยไม่สนใจฝึกฝนการพูดต่อที่ชุมชน แต่สำหรับตัวกระผม  กระผมยืนยัน นั่งยันและนอนยัน 1,000 % เลยครับว่า การพูดต่อที่ชุมชนฝึกฝนได้ และมีคนอีกจำนวนมากมายในโลกนี้ก็ได้ยืนยันเช่นกัน
            แล้วจะทำอย่างไรถ้าต้องการ พูดต่อหน้าที่ชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระผมขอแนะนำดังต่อไปนี้ครับ
          1.ต้องมีเป้าหมาย หลายๆคน เห็นว่าการพูดต่อที่ชุมชนมีความสำคัญแต่ก็ไม่มีความพยายาม ไม่มีความมุ่งมั่นในการฝึกฝน  แต่ตรงกันข้ามกับคนที่มีเป้าหมายหรือมีความใฝ่ฝันอยากที่จะเป็นนักพูด  บุคคลเหล่านี้ก็จะทุ่มเทฝึกฝน อย่างไม่ลดละหรือไม่หยุดหย่อน ถ้าท่านขาดความกระตือรือร้นในการฝึกฝนการพูดต่อที่ชุมชน  ท่านลองนั่งเขียนบนกระดาษดูว่า  ถ้าท่านพูดต่อที่ชุมชนได้ดี ท่านจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง เช่น ได้เงินเพิ่มมากขึ้น  มีโอกาสเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น  มีโอกาสเป็นนักการเมืองในระดับต่างๆ  หรือทำให้เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง  โด่งดัง เป็นต้น
            2.ศึกษาวิธีการพูดของนักพูดชื่อดังทั้งในอดีตและปัจจุบัน การศึกษาชีวิตและวิธีการพูดของบุคคลคนดังจะทำให้ท่านเกิดแรงบันดาลใจและมีความต้องการที่จะเลียนแบบชีวิตหรือวิธีการพูดของบุคคลที่มีชื่อเสียง อีกทั้งยังได้เรียนรู้เทคนิคในการพูดต่อที่ชุมชนมากยิ่งขึ้น
            3.ต้องเพิ่มความกล้าหาญและสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง บุคคลที่ต้องการเป็นนักพูดหรือพูดต่อที่ชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ ท่านจะต้องเพิ่มความกล้าหาญและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง ความกลัวการพูดต่อที่ชุมชน เกิดจากหลายสาเหตุ แต่มีสาเหตุที่สำคัญๆไม่กี่อย่าง สาเหตุประการหนึ่งก็คือ  เราไม่เคยชินหรือเราไม่คุ้นเคยต่อการพูดต่อที่ชุมชนนั่นเอง แล้วเราจะทำอย่างไรให้คุ้นเคยเวทีหรือการพูดต่อหน้าที่ชุมชน วิธีที่ดีที่สุดก็คือ ท่านต้องขึ้นไปพูดต่อที่ชุมชนบ่อยๆนั่นเอง  จงหาเวทีฝึกฝนการพูดต่อที่ชุมชนให้แก่ตนเอง แล้วท่านจะเกิดความเคยชินและคุ้นเคยเวทีการพูด แล้วความประหม่าของท่านก็จะลดลงไปเรื่อยๆ
            4.เรียนรู้หลักสุนทรพจน์  คือ เรียนรู้วิธีการเปิดฉาก การพูดเนื้อหาสาระ ตลอดจนถึงการเรียนรู้วิธีการปิดฉาก โดยส่วนใหญ่เขาจะยึดหลักดังนี้
            ขึ้นต้น     ตตต.  เท่ากับ  ต้นตื่นเต้น
            ตอนกลาง   กกก   เท่ากับ    กลางกลมกลืน
            สรุปจบ     จจจ   เท่ากับ   จบจับใจ
            สุนทรพจน์ในการพูดที่ดีนั้น ก็เหมือนกับการเขียนเรียงความ ซึ่งจะต้องมี  คำนำ เนื้อหา สรุป  การพูดที่ดีก็เช่นกัน ก็จะมีลักษณะเหมือนกับการเขียนซึ่งจะต้องมีโครงสร้างหรือโครงเรื่อง จึงจะทำให้เกิดการลำดับการพูดได้ดี และจะส่งผลให้ การพูดมีความเข้าใจง่าย  ไม่สับสน  เนื่องจากมีการลำดับเหตุการณ์  ลำดับช่วงเวลา 
            5.สร้างศิลปะทำให้ผู้ฟังเกิดความสนใจ  นักพูดที่ดีเมื่อวิเคราะห์ว่าผู้ฟังนั่งฟังด้วยความเบื่อหน่าย ไม่สนใจอยากที่จะฟังการพูด  นักพูดต่อหน้าที่ชุมชนที่ดีจะต้องรู้จักเทคนิคในการช่วยให้ผู้ฟังเกิดความสนใจหรือเกิดความตั้งใจฟังตลอดการพูด สำหรับเทคนิคที่ทำให้ผู้ฟังเกิดความสนใจมีดังนี้
            5.1.การใช้น้ำเสียง  ถ้อยคำเป็นการสื่อความหมายแต่น้ำเสียงทำให้เกิดความหวั่นไหวขึ้นในหัวใจ การพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบตลอดการพูดมักจะทำให้ผู้ฟังไม่สนใจ เบื่อหน่าย ดังนั้น นักพูดที่ดีจะต้องมีน้ำเสียงในการพูดที่มีความหลากหลายในระหว่างการพูดต่อที่ชุมชน คือ ต้องมีเสียงเบาบ้าง ดังบ้าง เน้นบ้าง เงียบบ้าง เร็วบ้าง ช้าบ้าง ยืดเสียงบ้าง เป็นต้น
            5.2.หาตัวอย่างแปลกๆ ใหม่ๆ มานำเสนอ  การพูดตัวอย่างเดิมๆ ซ้ำๆ หรือตัวอย่างที่ผู้ฟังมักเคยได้ยินแล้วนั้น ผู้ฟังเมื่อทราบว่าเคยฟังแล้วก็มักจะไม่อยากที่จะฟังซ้ำ ดังนั้น นักพูดต่อที่ชุมชนที่ดีต้องพยายามหา ตัวอย่างใหม่ๆ แปลกๆ มานำเสนอหรือมาพูด ก็จะทำให้ผู้ฟังเกิดความสนใจและใส่ใจที่จะฟังการพูดตลอดระยะเวลาในการพูด
            5.3.นำอารมณ์ขันมาประกอบการพูด  นักพูดเกือบทุกยุคทุกสมัย เกือบทุกชนชาติมักชื่นชอบนักพูดที่พูดแล้วสนุก มีอารมณ์ขัน เพราะทำให้การฟังเป็นไปด้วยความสนุก เกิดเสียงหัวเราะ  เสียงปรบมือ เกิดเสียงที่ให้กำลังใจจากผู้ฟัง ยิ่งเป็นสังคมไทยเรา ผู้ฟังยิ่งชื่นชอบนักพูดที่มีอารมณ์ขัน
            5.4.นำกิจกรรมมาประกอบหรือสอดแทรก  ในสถานการณ์ที่การพูดต้องใช้เวลานาน เช่นต้องพูด 6 ชั่วโมง แน่นอนคนฟังก็ไม่ต้องการจะนั่งนานๆหรือนั่งฟังตลอด 6 ชั่วโมงแบบอยู่กับที่ ดังนั้น นักพูดที่ดีควรหากิจกรรมมาประกอบหรือนำมาสอดแทรก เพื่อให้พูดฟังได้ยืนบ้างหรือเกิดการเคลื่อนไหวร่างกายบ้างเพื่อเป็นการผ่อนคลาย ทั้งนี้นักพูดจะต้องหากิจกรรมมาประกอบให้สอดคล้องกับหัวข้อเรื่องหรือสอดคล้องกับเนื้อหาที่ตนเองพูดจึงจะเกิดความเหมาะสมและผู้ฟังก็จะได้รับประโยชน์จากกิจกรรมดังกล่าวด้วย
          6.ฝึกฝน  ฝึกฝน และฝึกฝน   ข้อนี้เป็นข้อสุดท้ายที่มีความสำคัญมากที่สุด เพราะถ้าขาดข้อนี้ไปแล้ว ท่านก็ไม่สามารถพูดต่อที่ชุมชนได้ดีหรือเป็นนักพูดที่ดีได้  จงฝึกฝน ฝึกฝนและฝึกฝน  บางคนอ้างว่าตนเองไม่มีเวทีเลยไม่รู้จะฝึกฝนอย่างไร  คืออย่างนี้นะครับ นักพูดเรืองนามในอดีตเช่น  เดล คาร์เนกี ฝึกพูดขณะรดน้ำต้นไม้หรือขณะตัดหญ้าที่รก    อดีตประธานาธิบดีลินคอล์น ฝึกพูดบนหลังม้าขณะเดินทางข้ามรัฐซึ่งสมัยอดีตต้องใช้ม้าเนื่องจากยังไม่มีรถยนต์  สำหรับตัวผมเอง สมัยก่อนผมเองก็ไม่มีเวทีที่จะฝึกฝนเช่นกัน กระผมเลยฝึกฝนด้วยตนเอง ขณะเดินออกกำลังตอนเช้าหรือตอนมีเวลาว่าง ก็จะเลือกหัวข้อ แล้วลองพูดหัวข้อที่ตนเองเลือกประมาณ 2-5 นาที ต่อ1หัวข้อหรือ 1 เรื่อง การฝึกด้วยตนเองเช่นนี้ จึงทำให้กระผมพูดได้คล่องขึ้น
            สุดท้ายนี้ ถ้าท่านต้องการความก้าวหน้า ถ้าท่านต้องการเป็นผู้นำ ถ้าท่านต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงาน  ถ้าท่านต้องการมีชื่อเสียงโด่งดัง  การพูดต่อที่ชุมชนจะนำพาท่านไปสู่สิ่งเหล่านั้น  จงเรียนรู้และจงฝึกฝนการพูดต่อที่ชุมชนแล้วท่านจะได้ดังสิ่งที่ท่านปรารถนา

การทำการตลาดโดยใช้กิจกรรม


การทำการตลาดโดยใช้กิจกรรม (Event Marketing)
โดย....ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
                                การทำการตลาดโดยใช้กิจกรรม (Event Marketing) เป็นเครื่องมือในการสื่อสารทางการตลาดโดยผ่านกิจกรรมในรูปแบบกิจกรรมต่างๆ ที่สร้างจุดสนใจ เช่น การจัดการแข่งขัน แฟชั่นโชว์ การจัดการประกวด การจัดงานวันมอบรางวัล  การจัดงานอบรมสัมมนา การจัดงานช่วยเหลือสังคม  การจัดงานวันครบรอบ การจัดงานฉลองยอดขาย การจัดงานเปิดตัวสินค้า  การจัดงานวันขอบคุณลูกค้า การจัดคอนเสิร์ต  การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย    เป็นต้น ซึ่งการทำการตลาดโดยผ่านกิจกรรม ควรคำนึงถึงเรื่องของการสร้างคุณค่าและคุณประโยชน์ไปพร้อมๆกับการทำกิจกรรม การทำการตลาดโดยใช้กิจกรรมยังเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์และทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเกิดความสนใจในตัวของสินค้า ผลิตภัณฑ์หรือบริการ รวมไปถึงตัวของบริษัท และยังช่วยกระตุ้นยอดขายได้อีกด้วย
                                ลักษณะของการทำการตลาดโดยใช้กิจกรรม (Event Marketing) ที่ดีมีดังนี้
1.ควรเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสกับตัวของสินค้า ผลิตภัณฑ์หรือบริการโดยตรงหรืออย่างใกล้ชิด เช่น การทดลองให้ใช้ การทดลองให้ชิม อีกทั้งยังสามารถอธิบายหรือให้ข้อมูลลูกค้าเพิ่มเติมได้ หากว่าลูกค้ามีปัญหาหรือข้อสงสัยต่างๆ
2.ควรคำนึงถึงงบประมาณในการจัด บางองค์การหรือบางบริษัทมีงบประมาณน้อยหรือมีจำนวนจำกัด ก็ไม่ควรที่จะจัดกิจกรรมที่ใหญ่หรือใช้งบประมาณที่มากเกินไป แต่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสม  เงื่อนเวลา การตกแต่งสถานที่ รวมไปถึงบรรยากาศของงาน ลักษณะกิจกรรมควรที่จะเหมาะสมกับงบประมาณที่มี
3.ควรคำนึงถึงภาพลักษณ์ของตัวสินค้า ผลิตภัณฑ์ บริการ รวมไปถึงเรื่องของการสร้างแบรนด์ ในการจัดกิจกรรมในแต่ละครั้ง เช่น สินค้าของเราเป็นเครื่องดื่มเกลือแร่ เราก็ควรที่จะจัดกิจกรรมประเภทที่เกี่ยวข้องกับกีฬา และเราจะต้องมีชื่อของตราสินค้า เครื่องหมาย สัญลักษณ์ โลโก้ คำขวัญร่วมอยู่ด้วยกับการจัดกิจกรรมทุกครั้ง
4.ควรคำนึงถึง เรื่องของความดึงดูดหรือสร้างความสนใจ ในการจัดกิจกรรมขององค์การหลายๆแห่ง ไม่เป็นที่น่าสนใจก็เนื่องมาจากการทำกิจกรรมเหมือนกับองค์การอื่นๆ มีการทำกิจกรรมเลียนแบบกัน จึงไม่ได้รับความสนใจ การสร้างความสนใจสามารถสร้างได้หลายๆอย่าง เช่น การจ้างดารา นักร้อง คนดัง มาร่วมงาน แต่ถ้าหากว่าองค์การของเรามีงบประมาณน้อย เราก็ควรออกแบบกิจกรรมให้เป็นที่น่าสนใจ
5.ควรคำนึงถึงเรื่องของการจัดกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอและให้มีความหลากหลายในแต่ละพื้นที่ องค์การบางองค์การจัดกิจกรรมปีละครั้ง โดยใช้งบประมาณ 1 ล้านบาท กับอีกองค์การหนึ่งจัดกิจกรรมทุกๆเดือนโดยใช้งบประมาณ 1 ล้านบาทเท่ากัน โดยจัดกิจกรรมในหลากหลายพื้นที่ทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัด ทำให้สามารถเข้าถึงและเข้าใกล้ตัวของลูกค้าได้มากกว่า โดยส่วนตัวกระผมเชื่อเรื่องของความขยัน ความถี่ ความสม่ำเสมอ กระผมคิดว่า องค์การที่ใช้ความถี่ ความสม่ำเสมอ มักจะประสบความสำเร็จในการทำการตลาดมากกว่าองค์การที่จัดกิจกรรมอย่างไม่สม่ำเสมอ
6.ควรคำนึงถึงเรื่องของการประชาสัมพันธ์และเรื่องของการโฆษณา การทำการตลาดโดยใช้กิจกรรมที่ดีควรคำนึงถึงเรื่องของการสื่อสารไปพร้อมๆกับการทำกิจกรรม เช่น การเชิญสื่อมวลชนมาร่วมงาน การเขียนข่าวประชาสัมพันธ์ในการจัดกิจกรรมต่างๆลงไปในสื่อ หรือการโฆษณาจะต้องทำก่อนหรือทำในช่วงการจัดกิจกรรมหรือทำภายหลังการทำกิจกรรม สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรต้องคำนึงถึงทั้งสิ้น
7.ควรมีการคิดกิจกรรมใหม่ๆโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์(Creative Idea) ซึ่งความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากและนำไปสู่ความสำเร็จ บางองค์การมีงบประมาณน้อยแต่สามารถ สร้างสรรค์กิจกรรมจนเป็นที่รู้จักของคนจำนวนมาก ตรงกันข้ามกับบางองค์การขนาดใหญ่ ทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากแต่ผู้คนกลับไม่สนใจและไม่อยากที่จะไปร่วมกิจกรรม
8.ควรมีความคิดในการผสมผสานกับการทำการตลาดในรูปแบบอื่นๆด้วย เช่น เรื่องของการสร้างแบรนด์ , เรื่องของการคิดสร้างนวัตกรรมสินค้าหรือบริการใหม่ๆออกสู่ตลาด , เรื่องของการส่งเสริมการตลาดและส่งเสริมการขาย , เรื่องของการสื่อสารทางการตลาด , เรื่องของการบริการหลังการขาย , เรื่องของส่วนประสมทางการตลาด เป็นต้น
                สรุป ในการจัดกิจกรรม ควรเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสกับตัวของสินค้า ควรคำนึงถึงงบประมาณในการจัด ควรคำนึงถึงภาพลักษณ์ของตัวสินค้า ควรคำนึงถึง เรื่องของการดึงดูดหรือสร้างความสนใจ ควรคำนึงถึงเรื่องของการจัดกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ ควรคำนึงถึงเรื่องของการประชาสัมพันธ์และเรื่องของการโฆษณา ควรมีการคิดกิจกรรมใหม่ๆโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ ควรมีความคิดในการผสมผสานกับการทำการตลาดในรูปแบบอื่นๆด้วย
                การทำการตลาดโดยใช้กิจกรรม (Event Marketing) มีข้อดีและมีประโยชน์ดังนี้
1.ทำให้เข้าใกล้และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และได้พบกลุ่มเป้าหมายที่สนใจในตัวของสินค้าและบริการ จริงๆ
2.ทำให้ได้มีการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ ข้อมูล กิจกรรมต่างๆ ขององค์การ แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย อีกทั้งในยุคปัจจุบัน องค์การสามารถประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆผ่าน social media หรือ สื่ออิเล็กทรอนิกส์  เช่น Facebook Line  ทวิตเตอร์ ฯลฯ
3.ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ นักการตลาดสามารถจัดกิจกรรมได้ตลอดเวลาตลอดทั้งปี อย่างต่อเนื่อง
                อนึ่ง การทำการตลาดโดยใช้กิจกรรม(Event Marketing) เป็นเครื่องมือ เครื่องมือหนึ่งที่นักการตลาดจะต้องทำการศึกษา แล้วนำไปประยุกต์ใช้ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์ในการจัด การใช้เครื่องมือกิจกรรม(Event Marketing)นี้ เป็นแค่เครื่องมือหนึ่งในการทำการตลาด นักการตลาดที่ดีควรที่จะศึกษาเครื่องมืออย่างอื่นๆแล้วนำเอามาใช้ในเชิงผสมผสานกันก็จะประสบความสำเร็จในการทำการตลาด



วันอาทิตย์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

การตลาดเริ่มจากภายในก่อน

การตลาดเริ่มจากภายในก่อน:เอาใจใส่พนักงานก่อน...เอาใจใส่ลูกค้า
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
          ถ้าพูดถึงเรื่องการตลาด เรามักจะเอาใจใส่ลูกค้า มากกว่าเอาใจใส่พนักงาน ดังคำกล่าวที่เราเคยได้ยินตลอดมาว่า “ ลูกค้าต้องมาก่อน ” หรือ “ ลูกค้าคือพระเจ้า ” แต่จริงๆแล้ว บริษัทขนาดใหญ่ ที่ประสบความสำเร็จเป็นจำนวนมาก มักจะให้ความสำคัญกับพนักงานมากกว่าลูกค้าหรือเอาใจใส่พนักงานพอๆกับลูกค้า
            หลักการบริการที่ดีได้แบ่งลูกค้าออกเป็น 2 กลุ่มคือ ลูกค้าภายในหรือพนักงาน กับลูกค้าภายนอกหรือผู้บริโภค ดังนั้นคำว่าลูกค้าต้องมาก่อนหรือลูกค้าคือพระเจ้า เราคงต้องรวมไปถึงตัวของพนักงานหรือลูกค้าภายในด้วย
แนวคิดนี้เกิดจาก บริษัทเฮชซีแอล เทคโนโลยี่ (HCL Technology) หรือ บริษัท HCLT
เป็นบริษัทให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 5 ยักษ์ใหญ่ของวงการ IT ของประเทศอินเดีย
เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อปี 2505 เป็นช่วงที่บริษัทเกิดภาวะการสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดไปให้กับคู่แข่งขัน เขาซึ่งผู้ในฐานะผู้บริหารจึงมีแนวความคิดที่จะต้องการเปลี่ยนแปลง โดยมีการเปลี่ยนโครงการสร้างของสายบังคับบัญชาจากเดิม โครงสร้างองค์การเป็นแบบพีระมิดคือ 1.ผู้บริหาร อยู่บนสุด 2.หัวหน้าแผนก อยู่ตรงกลาง 3.พนักงาน อยู่ล่างสุด ต่อมาเขาได้ทำการกลับหัวพีระมิดกล่าวคือ 1.พนักงาน ให้พนักงานอยู่บนสุด 2.หัวหน้าแผนก อยู่ตรงกลางเหมือนเดิม 3.ผู้บริหาร อยู่ล่างสุด 
จากการกลับหัวพีระมิด ทำให้ความหมายและความสำคัญเปลี่ยนแปลงไป จากแต่เดิมจะให้ความสำคัญกับผู้บริหารอันดับแรก กลับกลายเป็นให้ความสำคัญกับผู้บริหารมาเป็นอันดับสุดท้าย แต่เปลี่ยนเป็นให้ความสำคัญกับพนักงานมาเป็นอันดับแรก แทน
เขาได้สร้างสโลแกนขึ้นมาว่า พนักงานต้องมาก่อน ส่วนลูกค้ามาทีหลัง ” (Employee First, Customer Second) เขาได้ท้าทายความเชื่อเดิมๆที่ทุกบริษัทเชื่อว่า ต้องให้ความสำคัญกับลูกค้าก่อนพนักงาน บริษัทแห่งนี้ใช้เวลาหลายปีในการพิสูจน์แนวความคิดนี้ จนในที่สุด บริษัทHCLT ก็ประสบความสำเร็จจากแนวความคิดนี้ และได้เขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่ง เขียนโดย Vineet Nayar เขา เป็น CEO ของบริษัทที่ได้นำแนวคิดนี้มาใช้ โดยได้อธิบายแนวความคิดซึ่งพวกเราสามารถหาอ่านได้คือหนังสือ พนักงานต้องมาก่อน ส่วนลูกค้ามาทีหลัง” (Employee First, Customer Second)
ซึ่งหลักการสำคัญของหนังสือเล่มนี้อธิบายว่า อันดับแรกผู้บริหารต้องสร้างความน่าเชื่อถือและต้องสร้างความโปร่งใสให้กับกระบวนการทำงานเสียก่อน  อีกทั้งยังมีการประเมินผลงานแบบ 360 องศา โดยใครก็ได้หรือผู้บริหารหรือพนักงาน ซึ่งผลการประเมินไม่มีผลต่อการขึ้นเงินเดือนหรือลดเงินเดือน แต่มีผลต่อการพัฒนาตนเองหรือพัฒนาศักยภาพในการทำงาน อีกทั้งมีการใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารร่วมกันของคนทั้งองค์การ โดยที่ผู้บริหารเปิดโอกาสให้พนักงานตั้งคำถามแล้วผู้บริหารก็จะพยายามตอบคำถาม เน้นระบบทีมงานหรือทำงานเป็นทีมมากกว่าเก่งคนเดียว อีกทั้งพนักงานจะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดี มีเครื่องมือในการทำงาน มีสภาพแวดล้อมในการทำงานอย่างดี  เมื่อพนักงานเกิดความเชื่อใจ เกิดความรักในองค์การ และเกิดความพึงพอใจในการทำงานแล้ว พนักงานก็จะทำงานด้วยความสุขและผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือการทุ่มเทในการทำงานให้แก่บริษัทและลูกค้า
สตีฟ จอบส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทแอปเปิลคอมพิวเตอร์ เขาได้ให้ความสำคัญกับพนักงานเป็นอันมากโดยเฉพาะพนักงานที่เป็นฝ่าย คิดค้น สินค้า นวัตกรรมใหม่ๆของบริษัทแอปเปิลคอมพิวเตอร์ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ พนักงานเหล่านั้นได้คิดค้น สินค้าตระกูล  I   ให้แก่บริษัท เช่น ipad ,  ipod ,  iMac , iPhone , iTune Store และยังได้สร้างคอมพิวเตอร์รุ่นบุกเบิกขึ้นมาอย่างนำสมัย เช่น Apple I (1976)  , Apple II (1977) , Lisa (1983)   , Macintosh (1984) , NeXT Computer (1989)
            บิล เกตส์ เจ้าพ่อไมโครซอฟและเคยเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก ได้บอกว่า สินทรัพย์ของบริษัทเดินกลับบ้านทุกวัน”  เพราะฉะนั้น สินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดคือตัวพนักงาน และเขาเคยส่งอีเมล์ภายใต้หัวข้อ Big 40 ให้แก่พนักงาน 125,000 คน โดยเขาเขียนข้อความซึ่งสร้างแรงจูงใจให้พนักงานเกิดพลังในการทำงานเพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งเขียนและกล่าวขอบคุณพนักงานของเขาตลอดเวลาในการช่วยให้ไมโครซอฟท์เป็นบริษัทที่สุดยอด
ริชาร์ด แบรนด์สัน มหาเศรษฐีนักธุรกิจแสนล้านชาวอังกฤษ เขาเป็นเจ้าของอาณาจักร เวอร์จิ้น กรุ๊ปมีบริษัทเกือบ 400 บริษัท เขาบอกว่า การให้เกียรติพนักงานเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ หากว่าเราให้ความสำคัญและรับฟังพนักงาน และเมื่อเขาเกิดความภาคภูมิใจในตนเองและองค์การแล้ว เขาก็จะบริการลูกค้าด้วยหัวใจ ฉะนั้นพนักงานที่มีความจงรักภักดีกับองค์กรจะช่วยสร้างลูกค้าที่มีความภักดีเช่นกัน และสุดท้ายจะนำมาซึ่งความสุขของผู้ถือหุ้น
ส่วนกรณีศึกษาของไทยเราจะเห็นได้ชัดว่า โรงแรมโอเรียนเต็ลจัดได้ว่ามีการบริการอยู่ในอันดับโลก ผู้จัดการใหญ่ของโรงแรมโอเรียนเต็ลเคยกล่าวว่า “ ความสำเร็จของโรงแรมโอเรียนเต็ลอยู่ที่คนให้บริการ”
เนื่องพนักงานของโรงแรมโอเรียนเต็ลมีวิธีการให้บริการที่ประทับใจ เช่น การจำชื่อของลูกค้าได้  การรู้ข้อมูลว่าลูกค้าชอบทานอะไร  วันเกิดลูกค้าวันไหน ลูกค้ามาจากประเทศอะไร เป็นต้น ซึ่งข้อมูลทุกอย่างต้องอาศัยการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบก่อนที่จะถูกนำเอาออกมาใช้

            การตลาดเริ่มจากภายในก่อน:เอาใจใส่พนักงานก่อน...เอาใจใส่ลูกค้า จึงเป็นอีกแนวความคิดหนึ่งที่น่าศึกษาและน่าจะถูกนำเอามาประยุกต์เพื่อความสำเร็จขององค์การ กล่าวโดยสรุปคือ ถ้าพนักงานเกิดความสุข ความพึงพอใจ พนักงานก็จะสามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆให้กับองค์การและเกิดการทุ่มเทในการทำงาน เช่น การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆแบบบริษัทแอปเปิ้ล การให้บริการแบบโรงแรมโอเรียนเต็ล เป็นต้น